| narit's profileFlying to N@RIT SpacePhotosBlogLists | Help |
|
November 21 งานแต่งงานวันนี้ไปงานแต่งงานมาสองงาน
งานแรกก็ของพี่โอ๋ (ลูกพี่ลูกน้อง ห่างๆ 2 step) ที่เคยฝึกสอนอยู่ที่สาธิต .. ในที่สุดพี่เค้าก็เป็นฝั่งฝาซะที ... แล้วก็ต้องรีบจ้ำจากสนามเสือป่าไปยังราชดำริ (พระพรม) ไปอีกงานหนึ่ง
เนื่องจากงานแรกเป็นงานญาติๆ ก็ไม่มีอะไรมาก ก็อาจจะมีแค่ความสงสัยว่าทำไมญาติกูเยอะงี้ว่ะ ....ถ้านับจากรุ่นพี่น้องของปู่ จะมีลุงกับป้า ประมาณ 30 คน ลูกพี่ลูกน้องรุ่นเราร้อยกว่าคน ถ้านับ4 ฝั้งก็ล่อไปประมาณ 400-500 คนได้..... ใครบ้างว่ะเนี่ยกูเคยรู้จับบ้างป่ะ... เพื่อนกูป่ะ ....(โชคดีที่ไม่ได้เจ้าชู้มากไม่งั้นอาจจะเซ็งๆ ได้)
งานต่อมาที่เกรน ไฮเอท ก็เป็นอีก theme นึง งานนี้สังเกตได้ว่าวางแผนมาดี ไม่ต่ำกว่าปี เพราะวันนี้เป็นวันฤกษ์ดีมีคนแต่งงานเพียบจนจะหาที่แต่งกันไม่ค่อยได้ ... แต่งานนี้สามารถจัดในโรงแรมกลางเมืองได้...ก็ดี แล้วก็มี organizer จัด มีพิธีกรมาเป็นโฆษก อย่างหรู ..... ก็ดีน่ะ.. จัดการดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
เอาล่ะ จริงๆ ที่บ้างก็รู้จักกับครอบครับนี้มานาน เกิบ 20 ปี ไปเที่ยวด้วยกันมาหลายครั้ง แล้วก็เมื่อปีที่แล้วครอบครัวเค้าก็พาบ่าวสาวไปดูใจกัน เราก็ไปเที่ยวกันพอดี โดยไปที่งานพืชสวนโลก.... เราก็เลยคิดว่าเค้าคงวางแผนตั้งแต่ตอนนั้นแล้วแหละ....
ที่น่าสนใจคือ คู่นี้เค้ารู้จักกันมาเป็นสิบปี .. ตั้งแต่เค้าอยู่ปี 1 ที่ธรรมศาสตร์ ... จนจบ ป.โท โห... นานจัง
เห็นแล้ว .... อึม ...
มันก็ดีเนอะ ถ้าคบกับใครมานานๆ ....... ได้
เราเองก็จมอยู่กับเรื่องเดิมๆ มานานแล้วนับไปก็สิบปีเหมือนกัน.... (555 ยังขำได้)
ไม่เชื่อว่าตัวเองจะไม่มีทางเลือกน่ะ ...แต่การที่คนเราจะคิดถึงใครมันสามารถเอาโลจิก เหตุผลมาควบคุมได้เหรอ .... ถ้าทำได้ก็คงไม่มาบ่นล่ะ ....
ลึกๆ พยายาม หนีๆๆ หนีไปได้ 4 ปี พออยู่ปี 4 ก็กลับเป็นเหมือนเดิมอีก .... พยายามคิดว่าตัวเองชอบใครคนอื่นมันก็ไม่ค่อยจะสำเร็จซะที....
แล้วจิตใต้สำนึกก็ดึงกลับมาที่เดิม ..... กลับมาตรงนี้ .... แน่นอนว่าปีนี้ผมคงต้องจบป.โทให้ได้อีก ....
ก็มีเพื่อนๆ ทั้งฉุดกระชากพยายามเตือนสติน่ะว่าเอาชีวิตไปผูกกับใคร ... พูดง่ายพยามทำมานานล่ะ
..... เข้าไปในงานแต่งงาน ตอนนี้ คำตอบที่เตรียมไว้ประจำคือ" อีกนานครับ" .... 555
เพราะคำถามมักจะเป็น "ฤทธิ์ ดูไว้น่ะ ...เวลาฤทธิ์แต่งงาน".... เหอๆ
ความกดดันน้อยๆ มันมีน่ะ ...แต่กล้าพนันเลย ว่าน้องๆ (ลูกพี่ลูกน้อง) แต่งก่อนพี่มันแน่ .... ดังเป็นคนโตของตระกูลหนิ เวลาเค้าบอกว่า อาม่า อากง มีเหลน ... บลาๆๆๆ
ขำๆ อย่าคิดมาก เพราะเท่าที่ดูน้องทุกคนนี่ เก่งๆกันพอดู... ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก
แต่ลึกๆแล้วคือ รู้สึก เสียดายที่ไม่รู้คุณค่าของ ..... ไม่รู้จักดูแล .... ไม่คิดว่าจะมีความสำคัญขนาดนี้ ....
เคยคิดว่างานเป็นใหญ่ ....แต่ ไม่ใช่น่ะ.... ทำงานไปเพื่อให้ได้รางวัล แล้วได้อะไร..... ได้รางวัลได้โอกาส...
แต่มันก็เหมือนกับขับรถหน่ะ... พอได้ขึ้นทางด่วนรถแรงขึ้น.... มันก็จะไม่ได้ชมวิวรอบๆ .... ต้องพุ่งเป้าไปยังข้างหน้าอย่างเดียว แล้วก็ เลย.......... ที่หมาย ....ในที่สุด น้ำมันหมด..... ก็จอด.... จบ
ผมยังคิดเลยน่ะ... ว่า What If... (ซึ่งมันไม่ควรจะไปเสียเวลากับความคิดนี้มาก แต่อดคิดไม่ได้)
ว่าถ้าเกิดกูเอ็นติดที่จุฬา หรือ หนักสุดคือวิศวะจุฬา.... หรือ รักวิศวะจุฬามาก.... จนยอมเลือกให้สำรวจอยู่อันดับสองรองจากภาคปกติ แล้วเอาลาดกระบังไปอยู่อันดับสามจะเป็นยังไง
ชีวิตจะไปอีกทางหนึ่ง ..... แน่ๆ I am |||||Sure|||||. (แต่ไม่รู้ว่าทางใหน)
รู้สึกเสียเวลาไป 1ปี กับ DotA .... yeddddd Another tool for Escaping from Reality.
ลึกๆ คือ ไม่อยากไปรบกวนเค้า ... มันนานมาแล้ว ... แต่ความคิดถึงมันก็เป็นอีกเรื่อง....
555 .. ไอ้บทความที่แล้ว โดนบลาฟไปไกลเลย .. แต่ตอนนี้ก็ คิดได้มากแระ เพราะคงได้มีเวลาคิดมา 1 ปี....
หวังแค่ว่า คนๆ นั้นจะสงสารเราเนอะ..... แต่เราก็คงต้องเดิน ไป ซึ่งทางข้างหน้า ใครที่จะเดินไปกับเรา ....
ได้แต่หวังว่า จะมีเพื่อน สักคนสื่อ.... ความรู้สึกไปให้ได้ แต่อีกใจนึงถ้าสื่อไปแล้วเป็นการรบกวนก็ให้มันอยู่ที่เราก็พอดีกว่า.....
สรุปว่า 10 ปีแระ..... แต่ถ้าถามว่าจำความได้เมื่อไรก็ประมาณ 18 ได้แระ จริงๆ น่ะ ภาพของเพื่อนตอนป. หนึ่งมีแค่ไม่กี่คนเองที่ติดตา....... ประมาณว่า ครึ่งหนึ่งของชีวิต .....
ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ... แต่ ขอความหวัง ... และเป้าหมาย ....
สรุปว่า.... อยากให้คนนั้นรู้ว่า ผมอดคิดถึงไม่ได้ .... แต่ก็ไม่อยากรบกวน และก็รู้ดีว่า หลายปีที่ผ่านมาความรู้สึกนี้มันยังอยู่ ... เสมอ....
....ปล..... บอกเกือบจะตรงๆ กันแล้วเพื่อนๆ ก็ปราณีผมหน่อยน่ะ.... จะเผากัน ก็บอกแต่ขอ 1 วงเหล้า... แล้วพวกเอ็งจะเผาไรก็ตามบายคับ...
November 13 ค้าความยอมรับอย่างหนึ่งว่าเป็นคนค้าความไม่เก่ง ... โดยเฉพาะเรื่งเทคนิกส์ในการพูดไม่เก่ง ... อย่างว่า ถ้าดูจากที่บ้าน ทั้งพ่อและแม่ไม่มีใครเลยที่มีญาติเป็นทนาย ฝั่งพ่อผมออกไปทางนักธุรกิจ คำนวณ บัญชีมากกว่า ส่วนทางแม่ก็ออกไปทางศิลปะมากกว่า ... ไอ้ครั้งจะใช้ชั้งเชิงก็คงไม่ได้เก่งแบบคนอื่นเค้า ภาษาไทย ก็ไม่ได้ซึมซับมากนัก ... อยู่ในบ้านก็มีกันแค่เนี้ยไม่ได้อะไรกันมาก .... ตรงนี้คงต้องปรับปรุงอย่างหนัก เสมือนเป็น overhead อย่างแรง แต่อย่างว่า อยู่ในเมืองไทย เมืองแห่งการค้าความ มันก็คงจำเป็นล่ะว่ะ .... คนไทยค้าความเก่งจริงๆน่ะ ... November 12 เกือบจะจบบทแรกจะว่าไปก็ไม่ได้เป็นบทแรกเท่าไร ชีวิตคนเรามันมี "บท" ต่างๆ ผ่านไปตลอดเวลา....
แต่ที่เป็นบทสำคัญเนื่องจากชีวิตที่ผ่านมา ไม่ค่อยจะสนใจเรื่องทางโลกมากนัก ... สนใจแต่เรื่องทางศาสตร์ จนเริ่มคิดว่าต้องหยุด ... ความขยัน บ้า งาน ไว้ คือต้องตั้งใจหยุดจริงๆ ....
พอ หยุด ปู๊ป มันก็เหมือน เกิด after shock ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต รอบตัวเราก็กระแทกเข้ามาเต็มๆ ... ทำให้รู้ตัวว่าได้พลาดอะไรไปอีกบ้าง ... ชีวิตเรามันไม่ได้ต้องมีแค่ความสำเร็จ ทำทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมาย ... เหมือนกับที่เคยได้ยิน อ.ประภาส พูดไว้ .... ซักประโยค .. จำไม่ได้เปะตามสคิป แต่ที่แน่ๆคือ ชีวิตเรา โดยเฉพาะชีวิตนักวิจัย ถ้าเราเอาตัวไปผูกกับงาน เมื่องานมันจบ มันจะเหมือนกับโลกใบน้อยนี้แตกสลายไป
พูดถึงชีวิต แบบนักคิดหรือวิจัยที่ไม่ค่อยได้ดีลกับคน มันเป็นโลกที่คุณต้องปล่อยเวลา เต็มร้อยให้กับงาน... เพื่อบังคับคุณให้พยายามทำลายอุปสรรค กำแพงต่างๆ ให้ได้ และให้รู้สึกว่าเป็นทางเดียวของชีวิต (ทั้งที่ทุกคนรู้ดีแหละว่ามันไม่ใช่ .. ชีวิตมันยังพอมีทางเลือกเสมอ)
พูดถึงการแบ่งเวลา หลายคนอาจจะแย้งว่า ไม่ เราต้องแบ่งเวลาสิ ... แต่ยากที่เมื่อศาสตร์มันเป็นศิลป์ มันยากที่จะแบ่งเวลา .... obsession เป็น feel ในการทำให้เกิดความรักกับงาน หากระดับของศาสตร์เข้าใกล้ความเป็นศิลป์ ศาสตร์ย่อมต้องอาศํย .... ตามนั้น...
อย่า เอา งาน มา เป็น ข้ออ้าง ในการหนีความจริง .... งานเป็นเหมือนสิ่งเสพติด โดยเฉพาะคนที่โชคดีได้ทำงานในสิ่งที่รัก .... บางทีเมื่อเราไม่สมหวังอะไรบางอย่าง หรือสูญเสียอะไรบางอย่าง เราอาจจะหลีกหนีความจริงและความสับสนโดนเอาชีวิตไปผูกกับงาน ปล่อยให้ยุ่งไปวันๆ เพื่อให้วันพรุ่งนี้รู้สึกมีคุณค่า แต่ความจริงมันไม่ได้แก้ปัญหาอะไร เพราะเราดันลืมให้เวลากับตัวเองเพื่อเข้าใจสิ่งนั้น และยังก่อปัญหาตามมาคือลืมที่จะคิดถึงตัวเอง ... เพราะเอางานเป็นใหญ่ในชีวิต ....
อย่างที่เค้าว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จในศาสตร์อาจจะไม่ประสพความสำเร็จในชีวิต ......
อาจจะเผลอทำปล่อยสิ่งที่รักหลุดลอยไปแล้วหนีไปจมปลักอยู่กับ งานๆๆๆๆ ด้วยความทะนงตนว่าเราไม่ได้รู้สึกอะไร .... แต่ภายใต้จิตสำนึกกลับสร้างแปลงปัญหาทุกอย่างให้เป็นจิตภาพที่เหมือนสนิมในเนื้อเหล็ก ....มันคงไม่แตกร้าวหรอก ... แค่ว่าเมื่อวันใหนที่ต้องรับแรงกดดันหนักๆ มันอาจจะหักได้ทุกเมื่อ ....
ยังดีที่ได้มีโอกาสมานั่งส่องหาสนิมใต้ก้อนน้ำแข็ง .... เพราะถ้าตอนนี้ไม่ได้เรียน ป.โท แต่ต้องกลับออกไปทำงานก็คงจะบ้างานไปจนรู้ตัวอีกทีเมื่อไรไม่รู้ ... และก็เชื่อว่าการตัดสินใจเรียนต่อแถวนี้ และกลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่รู้สึกว่าเดิมๆ มากๆ มันทำให้เราได้เห็น ด้านต่างๆได้ชัดเจน ....
ขั้นตอนทางอารมณ์ ..... แม้มันจะเป็นสถาณะทางเคมีของสมอง แต่การครอบงำทางอารมณ์โดยอาศัยหลักการตรรกะต่างๆ มันก็ไม่สามารถบรรลุได้ ... มันต้องผ่านขั้นตอนทางอารมณ์ ผ่านการเปลี่ยนสถาณะต่างๆ จนเข้าใจ มันต้องให้เวลากับมัน .... หากไปผ่านขั้นตอนเหล่านั้น มันก็เหมือนกับการอ่านหนังสือแต่ไม่ได้ฝึกฝน .... ปัญหามันก็แก้ได้โดยการท่องจำเข้าปาย ....เพียงแต่ว่ามันยากหน่อยที่เหตุปัจจัยต่างๆจะเอื้ออำนวยให้ปัจเจกหนึ่งได้รับประสบการณ์ที่เป็นขั้นตอนนั้น .... คงไม่ต้องมาแข่งกันน่ะว่า ใครจะมีความฉลาดทางอารมณ์หรือเข้าใจปัญหาได้เร็วกว่ากัน ไม่รู้จะวัดกันไปทำไม
ปัจเจก ..... ในวันนี้ต้องยอมรับว่าโลกแห่งปัจเจกเป็นจริง .... มันไม่ได้มีความหวังบนโลกอันสวยหรู ทุกอย่างอยู่บนความเป็นปัจเจก .. สำหรับผม แม้แต่ในร่างเดียวกันยังสามารถรู้สึกถึงหลากหลายปัจเจกที่ประสานกัน ... อันนี้อาจจะเป็นโรคส่วนตัว
ความคาดหวังว่าโลกนี้จะ ตรงไปตรงมา หรือปราศจาก... อะไรต่ออะไร เหมือนกับการสนทนาของปัจเจกภายในร่างกายเดียวกัน .... สรุปอีกนัยหนึ่งคือ ไม่ควรเปิด speaker phone ให้โลกรู้ว่าปัจเจกภายในสื่อสารกันยังยัง หรือไม่ควรต่อสายตรงกับคนภายนอกให้คุยกับปัจเจกภายในโดยตรง เพราะคนอื่นเค้าจะไม่เข้าใจภาษาที่คุณใช้ .... คุยในกันร่างเดียวกัน .... นั่นหล่ะ
อยากมีคนที่สามารถต่อสายตรงได้ ไว้ใจพอที่จะต่อสายตรงได้ .... ปราศจากการเข้ารหัส .... อันนี้ยิ่งยาก
จบแค่นี้ ลึกซื้งเกินไปแระ October 25 My Internal Processช่วงหลังนี้พักเรื่องการเมืองไปเยอะ ... เพราะ มันไม่มีอะไรจะให้ลุ้นแล้ว(หมดหวัง) กับเห็นอนาคตชัดๆ ว่าจะเป็นยังไง
แต่อันที่จริง การเมืองมันเป็นเพียง endophin เอ๊ะ alcohal มากกว่า ที่ทำให้ลืมๆ อะไรบางอย่างไปชั่วขณะ ... ลืมเป้าหมายที่แท้จริงไป
พูดถึง ระบบองสมอง ... ที่จริงเวลาเราหลับตา เมื่อสมาธิเกิดก็จะทำให้พอ ที่จะรู้ได้ว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยอย่างให้เกิดสมาธิมากนัก เพราะมีหลายสิ่งที่รู้แต่ไม่อยากรับรู้
Windows มันสามารถที่จะกด cntl + alt +del ได้เพื่อดูว่าขณะนี้มี process อะไรอยู่ในหัวบ้าง อันที่จริงสามปุ่มนี้มันคือปุ่ม restart แหละ .. บางทีเราอยากให้มันเป็นปุ่ม restart แต่ทว่า ชีวิตคนเรามันไม่ได้ restart ได้อย่างนั้น เพราะเราเหมือนอยู่ในเครือข่ายที่ต่อให้เราปิดเครื่องไป ข้อมูลที่อยู่ที่ต่างๆ มันก็ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน....
เลยปริ้น internal process ออกมาดู..
เป็นตามนี้ ...
ปัญหามันอยู่แค่ ไอ้ process ที่มันกินเยอะๆ เนี่ย มันติด Data Request Loop .. และโดนแต่ NAK ดังนั้นความหวังมันอยู่ที่ การติดต่อผ่าน Proxy
ซึ่งมันจะทำตัวเหมือน Proxy ICT ก็เท่านั้น.... October 24 ทำไมเสนาะถึงชอบวงแตก ... (เหมือนจะการเมือง)ดูท่าการจับมือสามพรรคการเมืองไทยที่ประกอบด้วยประชัย เสนาะ และสมศักดิ์ จะทำให้คง งง กันไปมา ... จะบก.หนังสือพิมพ์บางเล่มแทบจะเอามาพิมพ์ซำได้บ่อยๆ เหมือนกับเรื่องบ้านทรายทอง ...แต่ครั้งจะเอาชื่อบ้านทรายทองมาเล่นใหม่ตอนนี้ก็อาจจะโดน กวบ. แบนเอาง่ายๆ เพราะดารานำเกี่ยวพันกับอำนาจเก่า .. ดูสองเรื่องมันเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกันยังไงไม่รู้...
เอาทว่าแม้ว่า การเมืองไทยจะเปลี่ยนมาทุกยุคทุกสมัย แต่ในวันนี้เราก็ได้เห็น ไดโนเสาร์ตัวเป็นๆ คืนชีพ ... จูราสสิกพาร์คยังอาย ... ไม่ต้องไปถ่อหาไข่ไดโนเสาร์ถึงขั้วโลก เพราะวันดีคืนดีก็มี ควาย ช่วยกันไถ จนบนว่ามันสามารถหาตัวเป็นได้ในท้องนาของสยามประเทศนี่เอง
ไดโนเสาร์ตัวหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังพรรคต่างๆมา มากมาย ถ้าจำกันได้ ไดโนเสาร์ตัวนี้ แม้จะเป็นบรรพบุรุษของสัตว์สมัยใหม่ แต่ก็ยังมีวิวัฒนาการข้ามกับ Arthropoda อีกด้วย ... คล้ายๆกับ spider man น่ะ... ทำให้มีความสามารถในการชักใย เพื่อนขึ้นมา
แต่เนื่องจากภาพลักษณ์อันดูดีและบุคลิกที่คล้ายคลึงกันของ specie นี้... ทำให้ไม่ค่อยอยากจะเสนอะหน้ามากเท่าไรชอบอยู่แต่เบื้องหลังดังนั้น โดยปกติก็มันจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นพวกสนับสนุนการเกิดของสิ่งมีชีวิตอื่น ทั้งในสายพันธ์และต่างสายพันธ์
แต่ไม่กล้าออกหน้าเอง .... สิ่งมีชีวิตสายพันธ์นี้ สามารถพบได้ทั่วไป ... และต้องคอยตระหนัก ว่า อย่าไปทำให้มันขุ่นเคืองใจ เพราะสิ่งมีชีวิตนี้มันจะเป็นสิ่งใกล้สุดที่คุณพึ่งได้และคุณก็จะไว้ใจ ...... ถ้าหากขุ่นเคืองใจแล้ว ข้อมูลสำคัญที่คุณได้รับอาจจะโดนบิดเบือนและถูกนำไปให้กับอีกฝ่ายได้
Encrypted Mind. October 21 Hongkong&Shenzhen 2วันต่อมาก็ข้ามฝั่งไป ShenZhen ครับ เพื่อไปเยี่ยมชมตลาด Electronics กับ งาน China Hitech Fair. แต่เนื่องจากทั้งคณะ ไม่มีผู้ใดสามารถพูดภาษาจีนได้ ... โชคดีที่มีนางฟ้ามาโปรด ..
ไปลุยกัน... !!!
เริ่มต้นก็ทางเข้าตลาดครับ ... ตึกใหญ่น่ะเนี่ย ใหญ่กว่าบ้านหม้อ...
ก้าวแรก ... ตื่นตา
CCD น่าจะเป็น CMOS ของ ST !! วางป็นถาดๆ (คิดในใจว่าเอาไปทำไรได้เนี่ย)
อึม... CPU & GPU อันขวาล่างเป็น Nvidia Quadro FX3000 วางงี้เลย....
CPU ในความทรงจำ Cyrix-586
เออ... CCD อีกแระ ... มีเบอร์บอกด้วยเว้ย ... (ชักจะไม่คิดว่าเอาไปทำไรได้ล่ะ)
PowerPC + Volume ราคาแพง....
!!! อีกตึก !!!
กล่องคร้าบ ... มีตรึม ซื้อได้เลย... เป็นบ้านเรานี่ได้แต่ฝัน หรือไม่ก็ต้องสั่งรีดเป็น ตัน
RF Transistor หายากน่ะเนี่ย Westech ยังอาย
OptoIsolator เยอะเจงๆ มี .. ไอ้พวก 4Nxx นี่ เป็นของหายากน่ะครับ แถวนี้เค้าเล่น TLP เร็วๆ
แหะๆ .. Intel Inside ... จิงๆ
ทั้งถนน นี้เป็นร้านขาย electronic ซะส่วนใหญ่ .. และที่เห็นคือเด็กเดินของ...
ข้ามถนน เสี่ยงตาย
ใครอยากเช่า office บ้าง...
Yet Another CCD Shop ... จะหาแบบใหนมีหมดคร้าบ ...
Sensor + LCD +....
mp4 player Platform ซื้อเป็นใส้ๆ มือถือก็มีน่ะ ... เอาไปทำ OEM กันให้กระจาย
ตึก + LED
ตึกที่เป็นเลนมาร์คกันหลง.... + LED
คณะผู้แสวงบุญ และ ไกด์ ผู้น่ารัก
Central มีสาขาด้วยแหะ แต่ไม่รู้ว่าแรงดึงดูมันเปลี่ยนหรือยังไง ลูกศรมันเลยเอียงๆ
ยามราตรี +LED
วันต่อมาก็ต้องจาก ShenZhen มายัง Hongkong
ก็มาดูงาน Hongkong Electronic Fair คิดว่าจะหมด Surprise แล้ว แต่ปรากฏว่า เข้าไปเจอร้ายขาย LED มากกว่าเดิมอีก เป็นสิบร้าน มีร้านขาย LCD อีกตรึม อยากได้แบบใหนมีหมด
แล้วก็เดินผ่านร้านคล้ายๆ Loft ที่ตึกใกล้ๆ ... งงครับมี DMM กับ Scope ด้วย....
สรุปว่าทริปนี้เป็นทริปที่สนุกที่สุดเท่าที่เคยไปมา มีเรื่อง เกิดทุกเม็ด ฮากันตลอดและคุ้มค่าจริงๆ ....
หวังว่าจะได้ไป Shenzhen ใหม่ในเร็วๆนี้เนอะ .....
HongKong&ShenZhenเมื่อวันที่ 12-16 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไป HongKong กับ Shenzhen กับเพื่อนๆ ซึ่งประกอบด้วย เป้ เอม พี่ปั๋ป แล้วเพื่อนจองเอมจากสจพ. อีกสองคน
ที่ไปก็เพราะตั้งใจจะไปดูงาน Fair ถึง 3 งาน ด้วยกัน คือ Hong Kong Electronics Fair,China Sourcing Fair Electronics & Components และ China Hitech Fair.
ภายในระยะเวลา 4 วัน 3 คืน ... กะจะเดินกันให้เต็มที่
ไฮไลท์อีกอันคือ การไปเที่ยว ย่างตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หรือบ้านหม้อ ของ shenzhen ... อยากไปมานานแล้ว จะได้ไปซะที อยากจะลองไปหา part เจ๋งๆ ถูกที่หาในไทยได้ยาก... ก็ได้ไปตามความตั้งใจล่ะ
พอได้ไปถึงเริ่มต้นที่งาน China Sourcing Fair Electronics & Components ก็ตื่นตาตื่นใจ ได้เห็นของเจ๋งๆ ... พอเข้าไปในงานสิ่งแรกที่เห็นก็หนีไม่พ้น iPod จีน
Connector มีให้เลือกทุกแบบ.... ทุกสี
เดี๋ยวนี้เมืองจีนเค้าก็ design ทันสมัยแล้วน่ะ ... ที่เป็นเป็นวิทยุ แต่มี Bluetooth ด้วยน่ะตัวล่ะไม่กี่ร้อยเอง..
อันนี้เน้นแนว คลาสสิกหน่อย
มีเสี่ยกำลังเจรจา...อยู่
แมวกับสายไฟ
มาดูลำฌพงยี่ห้อ BOSS กัน
อึม สวยเนอะ
Design เก๋ๆ
LED Strip บอกได้เลยว่าเยอะมากๆ
LED ดวง หย่ายๆๆ
ที่ผ่านมานั้นเป็นของงานเพียงงานเดียวที่ไปเดิน ... ยังมีอีกสองงานเต็มๆ เดี๋ยวมา up ต่อค้าบ September 25 First Drop(W) of my life...หัวข้อ ... ตามนั้น ดร็อปครั้งแรงในชีวิต เสียสถิติ .... ที่ทำมา รู้สึกแย่มาก.. แต่ไม่ถึงขั้นอกหัก....
ตั้งแต่เรียนมา ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาดร๊อปครั้งแรกตอนเรียนป.โท ..... ยิ่งทำให้อนาคตการเรียนป. เอกชัดเจนขึ้นเยอะ...
ถามว่า Drop วิชาอะไร ... ก็ยิ่งเป็นวิชาที่ไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตจะดร็อป คือ Algorithm
ทำไมเพราะมันเป็นวิชาที่ชอบมาตั้งแต่ม.ปลาย ถามว่ารู้เรื่องมั้ง ก็คิดว่าน่าจะรู้เรื่องบ้างน่ะ อย่างน้อยไม่ได้เข้าค่ายคอม O แต่ก็ต้องสอบภาคปฏิบัติซึ่งขาดไปประมาณ คนสองคนมันก็น่าเจ็บใจอยู่ (จำได้ว่าน้องขวัญ (ไม่ใช่คุณขวัน(ภาวิณท์))(สมมณ... มั้ง สะกดผิดขอโทษด้วย))จะเป็นคนสุดท้ายและเราต่อมาอีกไม่กี่คน.....
ถามว่าเซ็งมั้ย ... เซ็งดิ .... เพราะถ้าให้คิดวิชาที่ผมมีโอกาสดอปมากที่สุดมีอะไรบ้าง.... เอาล่ะแบ่งเป็นสองประเภทคือ
1. วิชาที่ทำได้ไม่ลื่น คือเลข อันนี้ มีปัญหาเยอะหน่อยเพราะอะไร ..... อึมคงเป็นเพราะไม่ค่อยทำโจทย์มั้ง (พอขยันทำก็รอดมาได้)
2. วิชาที่เผอิญมีเหตุที่ให้คะแนนสอบไม่ดี ซึ่งเท่าที่เรียนมา มีหนักๆ ก็คือ Statistic สถิตินั่นแหละ ... สาเหตุน่ะเหรอ ... ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้อง (แต่อยากเล่า) เนื่องจากว่าถ้าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆที่สาดกระบัง ... โดยเฉพาะเพื่อนห้องจำกัดได้ ห้องสอง เคยทำโต๊ะห้อง ... (อาจะมีเพื่อนที่อื่นมาอ่าน แปลให้ว่าโต๊ะกรุ๊ป) แล้วทำไม... มันร้อนเพราะต้นไม้ที่โต๊ะมันตาย (ถามว่าตายเพราะอะไร อึมคงจะเป็นเพราะ Fe+ ใน FeSO4 แต่ FeSO4 ไปอยู่แถวนั้นได้ไง ..อันนี้ขอข้าม) อ่าดังนั้นเราจึงมีมติที่กล้าหารคือ สร้างกระต๊อปที่โตะห้องซะเลย ... อ่าเด็ดดวง.. ผ่านไปประมาณ 1 week... สั้นๆว่าผ่านไป 1 week คณะบดีมาเห็น สั่งรื้อ .... เครียดดิคร้าบ... เพราะเป็นคนเดินเรื่อง แต่ week นั้นเป็น week สอบพอดี (ฮ่าจังหวะดีจิง) ซึ่งหนังสือคำสั่งมาวันที่จะสอบ สถิติพอดี อ่านเหรอครับ... อย่าไปนึก เรียนอ่ะป่าว ... ยังไม่เคยเห็นหน้า อ. ก็ชิบหายตามฟอร์ม.... อันนี้ทำให้เกือบดร็อปเพราะคะแนนกลางภาพประมาณ 20% แต่ก็ไถต่อรอดมาได้ที่ D+ / C นี่แหละ
ดังนั้นทั้งหมดจึงไม่น่าจะเกิดกับวิชาอย่าง อัลกอ... แต่ถามวาทำไม
ok สาเหตุเบื้องต้นสาเหตุหนึ่ง สาเหตุลึกๆก็อีกอันและที่หนีไม่พ้นคือสาเหตุที่ซับซ้อนพอๆกับจะรับร่างหรือไม่นั่นแหละ
1. อันแรก คะแนนสอบกลางภาค ห่วยเหี้ยๆ (ขอคำแรงๆ) ถามว่าได้เห็นข้อสอบแล้ว ที่ชัดๆ คือท่านอ.สมชาย ก็กรุณาให้คะแนนผมซะเต็มที่คือ แกพยายามให้ทุกจุดที่พอจะให้ได้ ... (ถ้าเป็นผมตรวจเอง คงแจกไข่ไปแล้ว) แล้วทำไมถึงทำไม่ได้ ... บอกได้เลยว่า โคตรเครียด ... ในการทำอะไรที่เกี่ยวกับอัลกอ ไม่ควรเครียดครับ ... ทุกคนน่าจะรู้.... เหมือนตอนที่เรียนปีหนึ่งสอบคอมพ์ แม้ว่าผมจะไม่ได้เก่งอะไรแต่ก็จำได้ว่าตอนนั้นกำลังมันส์ ได้ทุกเม็ด จะออกจากห้องสอบวิชา programming ที่ยังไม่รู้เลยว่าใครสอนกรู อ.คุมสอบก็ยังไม่ให้ออก แถมด้วยการสั่งให้พับแขนเสื้อซอป แล้วกรูต้องมานั่งรอเพราะมันแค่ 30 นาทีแรกจากสักไม่กี่ชั่วโมง ... อันนี้คือเหตุของความเซ็ง ที่สามารถทวีคุณความคเรียดให้ไม่สามารถหา เลข อนุกรมของสปส.. ที่ใช้คำเรียกวิธีหาอย่างหรูๆว่า ... อะไรสักอย่าง... รู้แค่ว่าเคยทำมาแล้ว.... และก็เขียนตารางได้ด้วยแต่ไล่แล้ว ... ตูม .... ภาพในสมองมันระเบิดหลายๆครั้งมากใน 1 วิ... ทุกคนก็น่าจะรู้ว่าการเขียนโปรแกรม มันต้องมีการ simulate ในสมองก่อน แต่จะทำได้ไงล่ะครับถ้าภาพที่เป็น เห็นตัวแปร swap ไปมา.... พอออกขากห้องสอบแค่นั้นล่ะ ...คิดออกเลย...
2. อันที่สอง เป็นวิชาที่กินเวลาประมาณ 2 เต็มๆ ของอาทิตย์ .... อึมไม่ต้องทำอะไรกันพอดี นั่นแหละมั้ง แม้ว่าการเรียนเป็นอันดับ 1 น่ะ (หุๆๆๆ เพื่อนๆสนิทคงจะรู้...)
3. เรียนกับเด็ก ปี 3 ... ไม่รู้น่ะ ... เรียนกับเพื่อนยังไม่ค่อยได้เรียนเลย แล้วเป็นป.โทคนเดียวไปเรียนกับรุ่นน้องในสายวิชาเดียวกันที่เคยเจอกันในถานะ กึ่งๆ TA ไม่ต่างอะไรกับไปเรียนม.ปลายมันแปลกๆน่ะ กดดัน ความคาดหวังในตัวเองสูง ถ้าให้มองในมุมบางมุม ถ้าเรียนได้แค่แนนยังไงก็คงไม่สำคัญเพราะเด็กภาคคอมพ์จุฬาถือว่าคนแนนสูงที่สุดในประเทศแล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนอื่นจะทำคะแนนได้ไม่มาก หรือการอยู่ที่มีนมันเป็นเรื่องปกติ..แต่ถ้ามองอีกมุมมันรับได้ยากที่ไปเรียนกับรุ่นน้องที่ห่างกว่า 3 ปีแล้วจะไม่คิดว่าตัวเองจะต้อง (MUST) ทำให้ได้.... น่าเสียดายที่ตอนป.ตรีไม่ได้ลง algor ดังไปลง graphic ด้วยหน่วยกิจเลือกอิสระที่มีหน่วยเดียว ซึ่งถ้าให้เลือกได้จะไม่ลงวิชาบางวิชาของ mechar และไปลง algor กับ CG แทน ก็น่าจะไม่มีปัญหาแล้ว (อ้อแล้วถ้าถามว่าทำไมไม่เข้าภาคคอมพ์ตั้งแต่แรก... อ่า เพราะจะมีภาคใหนตื่นตาเท่าแมคคาล่ะที่เรียนไปทั่ว...)
4. สั้นๆ ... เกิดมาไม่เคยต้องเข้าเรียนวิชาใหนมากเท่านี้เลย ... เหอๆ สถิติเลยน่ะนั่น รียนไปครึ่งเทอมขากแค่ 4 คาบ ตอนเรียน Machine Learnning ที่คิดว่าจะเป็นวิชาที่เข้ามากสุดในชีวิตแล้ว ยังไม่มากเท่านี้เลย....
สรุปว่า... จำเป็นต้องดร็อป ด้วยเหตุผลเกือบทุกประการที่มียเว้นว่า เกรงใจอ.มากๆ โดยเฉพาะอ.ที่ปรึกษา พยายามเรียนแล้วตามที่ อ. สั่ง แต่ความเครียดมันสูงเกินกว่าที่เรียนไปแล้วจะทำให้ได้ความรู้หรือความรู้สึกที่ดีต่อวิชา ... พยายามไถมาถึงมิดเทอม .... แต่มันคงฝืนไม่ได้
ตอนเด็กๆ เรียนพิเศษอันนึงคือ piano เป็นเรียนพิเศษแรกในชีวิต จำได้ว่า แม่บังคับให้ไปเรียนเปียโน ครั้งแรก... เซ็งมากๆ (ประถม) ... จนกลายเป็นเกลียดวิชานี้ไป จะกระทั่ง ม. 3 หลังจากขอร้องมาเกือบ 6 ปี ในที่สุดก็ได้เลิกเรียน.... ก็ขำดีที่มันเป็นเครื่องดนตรีที่ผมถนัดสุดมาในตอนนี้ ผมพึ่งมาเล่นอีกทีตอนที่อยู่ปี 4 ตอนทำโปรเจคเครียดๆ .. เริ่มด้วยหัด canon มันเลยเป็นเหตุว่าไม่มีเปียโนซ้อม เพระขายไปตั้งนานแล้ว... ถ้าเก็บตังได้สักแสนสองแสน ก่ะว่าจะซื้อซักหลัง ... ที่บ้านที่สร้างใหม่ ยังไม่เคยบอกพ่อเลยว่า ทำไมถึงต้องทำชั้นสองเป็นห้องโถงและให้ติดกระจกกันฝน ......
ปล.. จำได้ว่าเพื่อนภาค it เคยยืมหนังสือ อัลกอ ของ อ.สมชายไปตอนปีสอง ไม่ต้องคืนแล้วน่ะ ... พอดีว่าซื้อใหม่ไปแระ July 11 เศรษกิจ กำลังมีปัญหาเจ้งๆๆๆๆๆๆ
เมื่อปีที่แล้วจะมีสักกี่คนที่คิดว่า เศรษกิจไทยจะมีปัญหา ..... หลายคนคงคิด ....
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้ต่างจากการคาดคะเนสักเท่าไร เพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมาอาจจะมีแสงสว่าง ลุกวาบ เป็น ช่วงๆ ที่ทำให้เหมือนมีความหวัง แต่จริงๆแล้ว ก็เป็นแค่การที่ "ข่าว" ที่เราได้รับรู้นั้น ไม่ค่อยจจะครบถ้วนสมบูรณ์
โดมิโนตัวแรก ... (ที่เห็น)
ในวันสองวันที่ผ่านมา ก็มีข่าวการปิดตัวลงของโรงงานรองเท้า ที่ทำ oem ให้กับ nike ทำให้ต้องโล๊ะ พนักงานจำนวนมาก ... เห็นว่า 6000 คน ... เพราะพิษของค่าเงินที่แข็งๆๆๆ จนแตะ new high ในรอบ 10 ปี เป็นโดมิโนตัวแรงที่จะทำให้อุตสาหกรรม อื่นๆ ตกระกรรมละบาก ...
ทำไมเงินบาทถึงแข็งขนาดนั้น ..... ก็เพราะคนไทยไม่ใช้เงิน ....เพราะ พอเพียง ....หรือเปล่า ... คงไม่ใช่สาเหตุเดียว ... แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่คนในระบบเศรษกิจ บริโภคเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้นไม่ส่งผลดี ต่อระบบโดยรวม .. เพราะเป็นการพอเพียง ... แต่ไม่ใช้ปัชญาเศรษกิจพอเพียง ที่ต้อนำเอาไปพิจราณาควบคู่กับหลังปรัชญาอื่นๆ เช่น ปรัชญาการดำรงชีวิตอย่างสายกลาง .... ความพอเพียงสามารถเป็นผลดีกับระบบแบบจุลภาค แต่ ในกรณีมหภาค มันทำให้เกิด หลุมดำ เล็ก ในระบบ
การที่คนในระบบ ไม่ใช้ตัง ก็คงแน่ชัดว่า เงินเดินสะพัด มันจะไม่มี .... มีค่าเงิน ออม ที่จะลดค่าน้อยลงทุกวัน (เหมือนกับคำที่ว่าเศรษฐีเงินกู้ vs เงินสด) แต่แล้วทำไมคนถึงไม่กล้าใช้ตังล่ะ ...
ไม่มีใครเข้าใจพ่อค้าดีเท่ากับพ่อค้า
ไม่มีใครเข้าใจนักรบดีเท่ากับนักรบ
ไม่มีใครเข้าใจครูดีเท่ากับครู
แต่ นักการเมืองไม่ต้องเข้าใจใคร เพียงแต่สานผลประโยชน์ ทางเงินตรา อำนาจ ชื่อเสียงได้ .... ก็เพียงพอและพอเพียงที่จะทำให้ทุกคนเข้าใจ......
เพราะ การที่พ่อค้า ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ จำต้องดำรงตนอยู่ในความละโมภ ความเสี่ยงกับทรัพย์ อาจจะดูเป็นคนเลวในสายตาผู้รักชาติ หรือผู้ที่เชิดชูชื่อเสียง เกียรติคุนได้
แต่ทว่า การที่นักรบ ผู้กล้าหาญ กล้าทำเพื่อความถูกต้อง (และเมื่อนายสั่ง) และพร้อมที่จะใช้อาวุท ทำลายศัตรู อาจะทำให้เมื่อเอาตัวเองไปแทรกแทรงบอร์ดบริหารขององกรณ์ต่างๆ เพื่อ ปกป้องและป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์หนีไปยังกลุ่มผลประโยชน์อื่นที่เป็นศัตรู เค้าเหล่านั้นจะทำลายความเชื่อมั้นอันมีค่าในสายตากลุ่มพ่อค้า ว่าอาจมีทุกเมื่อที่พ่อค้าจะโดนยึดทรัพย์ได้ .... เป็นสิ่งที่ทำให้พ่อค้าทุกคนตึงเครียดและกลัวที่สุด อีกทั้งบุคคลที่เป็นนักรบเหล่านี้จะกลัวภัยภายใน บุคคลในที่มีความรู้และอยู่ตรงข้ามก็จะถูกปิดกั้น
อาจารย์ ครู เป็นกลุ่มคนหนึ่งที่ดูประเสริท เป็นกลาง ไม่มีพิษภัยที่สุด ....แต่ด้วยความรู้ และความสามารถในการสื่อ สอน ....อาจทำให้โลกอุดมคติของคน สร้างความสับสนวุ่นวายให้กับสังคมได้ หรือบางทีอุปสรรคทางภาษาอาจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนที่มีศรัทธรา เชื่อ อะไร ผิดๆ แบบที่จงใจได้ แต่ก็ลงท้ายด้วยการพูดว่า ผมพูดตามหลักวิชาการ.... ต้องไปวิเคราะห์กันเอง.....
ดังนั้นบุคคล ที่ดูเหมือนจะดีที่สุดสำหรับการประสานกันของสังคมคือ บุคคลที่ปลิ้นปล้อน ทำเพื่อผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว อย่าได้มีอุดมการทาง ประชาธิปไตยมาก (โดยเฉพาะความศรัทธราในระบอบการเงินแบบใดๆ) พร้อมที่จะ โนโหวต ได้ทุกเมื่อ ไม่ก่ะทำให้ใครตาบ เพราะไม่รู้ว่าเค้าเหล่านั้นจะต้องมาเป็นมิตรเมื่อไร .... อย่างนั้นเหรอ .....
หยุดๆ ตรงนี้ หยุดที่วันนี้ และคงจะไม่ไปใหน
จริงๆแล้ว หยุดมานานแล้ว ...... เพราะความลวงตาของประเทศไทย
เรา ชอบ ว่า ตัวเราเองว่า แย่โน้น แย่นี้ ต้องแก้ .....
แต่บางทีสิ่งที่เรามองว่าเป็นต้นตอปัญหายังไม่ได้แก้ เพราะต้นตออาจจะเป็นคนแก้นั่นแหละ .....
ถ้าหากมีคนสองกลุ่มที่คิดต่างกัน โตมาในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ....
คนกลุ่มแรก เป็นพวกที่มีชาติดี ตระกูลดี ได้เรียนโรงเรียนดังๆ แล้วเมื่อโต ครอบครัวที่ รักในระบบ "เจ้านาย" ก็พยายามพลักให้ได้เข้าไปรับราชการ ..... เหมือนกับเป็นการสืบสานระบบอำมาตย์ อย่างนั้น คนกลุ่มต่อมาคือ พวกที่ ไม่ได้มีตระกูลอะไร ส่วนใหญ่พึ่งอพยพมา จากต่างประเทศกัดฟันดิ้นรน บ้างก็ล้มหายตายจาก ... จนวันหนึ่ง คนกลุ่มนี้เริ่มตั้งตัวได้ เริ่มมีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาบ้าง ... คนกลุ่มนี้ไม่เคยได้ลิ้มรสกับความเป็นเจ้านาย ... แบบเกิดมาคาบช้อนเงิน ช้อนทอง ......แต่เมื่อวันหนึ่งผลจากการได้รับการศึกษาที่ดี นำไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นมี บทบาทมากขึ้น .... แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่สามารถได้มีโอกาสเข้าไปควบคุมชะตากรรมของประเทศได้อยู่ดี
จนกระทั่ง ... มีคนอีกกลุ่ม ที่ อยู่ระหว่าง คือเป็นพวก คนกลุ่มที่สองที่ได้มีโอกาสแบบคนกลุ่มแรก เห็นช่องว่างตรงนี้ .... ประกอบกับมีคนบางคนในกลุ่มนี้ มีเงิน จากความเป็นคนกลุ่มที่สองที่ทำทุกอย่างเพื่อฐานะ แต่ด้วยความที่ได้มีโอกาสเข้าเรียนในที่ศึกษาของคนกลุ่มแรง หรือโรงเรียนนายร้อย .....ก็ทำให้เกิดศักยภาพในการที่จะประสานกับคนกลุ่มแรกได้
ข้อเสียประการเดียว (เน้นๆๆๆๆ ว่าข้อเดียว) คือคนๆ นี้ไม่ได้เป็นคนปลิ้นปล้อน มีอุดมการณ์แบบคนกลุ่มที่สองมากไป (พ่วงความละโมภด้วย) เข้ามา ทำให้เกิดสภาวะควบคุมเบ็ดเสร็จ แบบที่สังคมไม่เคยมีมาก่อน .... อันนั้นยังพอคุยกันได้ แต่ อันหลังคือ เริ่มมีการให้คนกลุ่มสองเข้ามามีอำนาจแทนคนกลุ่มแรก โดยนโยบายจังๆ คือการจัดระเบียบสังคม ที่ภาพดูเหมือนจะดี แต่ที่แท้จริงเป็นการโอนถ่ายกลุ่มผลประโยชน์ หรือการจัดการๆ พนันก็เช่นกัน .... รวมได้ว่าการกำจัดอิทธิพล ......
คนกลุ่มสุดท้าย คือคนที่เห็นประโยชน์ จากการเปลี่ยนผ่าน อำนาจของคนเหล่านี้ และอยากนำมาไว้กับตัว แต่อาจจะอยากเสนอหน้า หรือไม่เสนอ คนกลุ่มนี้น่าประนามที่สุด คนกลุ่มนี้คือคนที่ยุยงให้เกิดความขัดแย้ง ทำให้ปัญหาบานปลาย ... เพื่อที่ตนอาจจะได้มีเอี่ยว ........
ปัญหาจะจบใน 10-20 ปี .....
หวังว่า ใน 10 ปีนี้ คนที่ทะเลาะกันมาตั้งแต่ปี 2514 จะเลิกๆ ได้แล้ว และคนยุคลูกๆ หรือที่ อายุ 35 ลงมาได้เข้าไปควบคุม ซึ่ง จะการที่สังคมไม่มีการอพยพ เพิ่ม (หวังว่า พม่า ลาว กัมพูชา คงไม่เป็นปัญหาเพราะเค้าก็อยู่ในวัฒธรรมนี้มานานแล้ว) จะได้มีความคิด กติการ ไปในทางเดียวกัน ที่สำคัญคือความสัมพันธ์ของคนทั้งประเทศที่ทำให้เกิดเครือข่ายที่พันกันจนเป็นหนึ่งเดียว ... สื่อ ไม่สามารถเข้ามามีบทบาทไปมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวได้ จะช่วยให้เมืองไทยสงบ
April 27 Quoteเอามาจากเพลงเดิมที่ แสดงความเป็น อเมริกันได้ดีเพลงหนึ่ง
" Now for ten years we’ve been on our own
And moss grows fat on a rollin’ stone, But that’s not how it used to be. When the jester sang for the king and queen, In a coat he borrowed from james dean And a voice that came from you and me, Oh, and while the king was looking down, The jester stole his thorny crown. The courtroom was adjourned; No verdict was returned. And while lennon read a book of marx, The quartet practiced in the park, And we sang dirges in the dark The day the music died." แล้วตอนนี้เค้าจะคิดยังไงกับเรา .... ประเทศ ไทย April 25 Quote" Did you write the book of love,
And do you have faith in God above, If the Bible tells you so? Do you believe in rock ’n roll, Can music save your mortal soul, And can you teach me how to dance real slow? " เอามาจากเพลงหนึ่ง ที่ เป็นเสมือนบันทึกประวัติศาสตร์ ชวงหนึ่งของอเมริกาไว้ได้.... March 24 อ. ถามว่า : ได้เรียนรู้อะไรบ้างตั้งแต่เข้าอยู่ใน lab ISL2ตอนนี้ผมเรียน ป.โท อยู่ที่ วิศวะ คอมพ์ จุฬา ที่แลป ISL2
ซึ่งเป็นแลปที่ทำการศึกษาวิจัยทางด้าน ระบบฉลาด
ระบบฉลาดคือ (อ้างอิงจากหัวข้อวิจัย ของพี่ๆ เพื่อนๆ)
แต่ส่วน ที่ได้ทำวิจัย และค้นคว้า ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง (งานอื่นๆ ที่ ไม่ได้อยู่ในหมวดแรก)
อ. ถามว่า ได้เรียนรู้อะไรบ้างตั้งแต่อยู่แลปมา ..... อย่างน้อยเราก็รู้สึกว่า ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง แต่ก็มีหลายๆอย่างที่ยังไม่ตกผลึก มีหลายมุมมองที่ได้คิด ได้เห็น และเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม เพราะหลายอย่างคงบอกได้แค่ว่า รู้ แต่ไม่สามารถบอกว่า เข้าใจ ได้จนกว่าจะได้ลงมือทำ ...... และคงลงมือทำทุกอย่างพร้อมกันไม่ได้ (แต่หลายอย่าง....เราทำ)
March 13 ขิยามของคำว่า "เพื่อน" ในมุมมองผมวันนี้มาด้วยอารมณ์ "เซ็ง" + "อารมณ์โกรท" ..... ดังนั้น บทความนี้ "ตั้งใจ" ที่จะ "สื่อ" ให้ ทุกคนได้รู้ .......
Preface
สังคมส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มี บรรทัดฐานที่แตกต่างกัน .... การที่เราอยู่เพียงแค่สังคมหนึ่ง สังคมใด โดยปราศจากการ สัมผัส สังคมที่มีความแตกต่างกัน ย่อมทำให้ขาดโอกาสที่จขะรับรู้ ความเป็น ธรรมชาติ ของสังคมนั้นๆ หากแต่เมื่อเราได้มีโอกาสสัมผัสสิ่งที่แตกต่าง เราจะเห็น พฤติกรรมที่แตกต่างของสังคมนั้นๆ ... ซึ่งไม่สามารถตัดสินได้ว่า สิ่งที่ ต่างสังคม ต่างกระทำนั้น ถูกหรือผิด ซึ่งในบางกรณี ถ้าหากมีการนำเอาอารมณ์ เข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะทำให้เกิด "ความรู้สึก " ที่ทำให้เกิดการตัดสินการกระทำของสังคมนั้นๆ
ทฤษฏีบท
1. ไม่ควรพูดเรื่อง เพื่อน หรือวิจารณ์ ในที่ สาธารณะ ... เพราะจะเป็นการ ไม่สมควร .... และทำให้เกิดความเคืองกันได้
2. การคบกันต้องมีความจริงใจ ... ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างมอบให้กัน ... ความจริงใจนั้น สามารถนิยามได้หลายแบบ ตาม บรรทัดฐานของสังคมนั้นๆ
3. ความตรงไปตรงมา เป็นความจริงใจ ที่มีในทุกบรรทัดฐานของสังคม
4. เพื่อนมีอยู่ หลายระดับ แบ่งตามความไว้ใจ และมีหลาย scope
5. กระทำใด เกี่ยวกับการเก็บ หรือปกปิดความลับ ของ เพื่อนคนที่ 1 กับ เพื่อนคนที่ 2 นั้นเป็นการบังคับให้ คนกลางต้องเลือกระดับความสัมพันธ์ ที่แตกต่างกัน ระหว่างเพื่อนทั้งสอง
6. การกระทำในข้อ 5 หากไม่มีการร้องขอจากผ่ายหนึ่งฝ่ายใด ก็สามารถยกเว้นได้ในกรณีที่การกระทำนั้นเป็น ไปตามบรรทัดฐานของสังคม ...
7. การกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรัก หากผู้ที่เป็นเพื่อนกัน ไม่ส่งเสริม ถือเป็นการกระทำร้ายแรง
8. การกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรัก หากผู้ที่เป็นเพื่อนกัน ขัดขวาง ถือเป็นการกระทำร้ายแรงมาก
9. การกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรัก หากผู้ที่เป็นเพื่อนกัน ไม่ส่งเสริม หรือ ขัดขวาง และมีส่วนได้จากสถาณการณ์ดังกล่าว ถือเป็นการกระทำร้ายแรงที่สุด
พอล่ะ เซ็ง... มาสักพัก หลายปี ล่ะ ... ยิ่งช่วงหลังยิ่งหนัก ..... โลกนี้มีมุมมองอยู่หลายมุมมอง .... กาลเวลา จะนำไปยังบทสรุป ...... March 06 เวป list ของเพื่อนๆมาช่วยประชาสัมพันธ์บริษัทต่างๆ ของเพื่อนๆ ให้ฟรีล่ะกาน
โปรโมทให้ ล่ะกาน ส่วนของกระผม WWW.IDEEROBOTIX.COM นั้นคงยังเป็นวุ้นอยู่เนื่องจากสายลมแห่งการลงทุนได้ผ่านไปช่วงหนึ่งแล้ว และกำลังรอฤดูใหม่ ที่กำลังจะเข้ามาในช่วงอันใกล้นี้ หวังว่า ห้วงเวลาทุกอย่างจะลงตัวพอดีให้ได้ฤกเปิดอะไรเป็นเรื่องเป็นราวซะที
ปล. ผู้เขียนไม่ได้มีส่วนได้เสียใดๆ กับเวปดังที่กล่าวมา แต่ถ้านัดกินข้าวครั้งต่อไป จะช่วยสนับสนุนพุงน้อยๆ ของผู้เขียนก็คงไม่ผิดกฏิกา
March 04 การพึ่งพาตนเอง....ทางการพัฒนา วิจัยผมเชื่อว่าความสามารถในการทำทุกอย่างได้ด้วยตนเอง จะทำให้เราสามารถพัฒนาได้ยั่งยืนกว่าการตามซื้อเทคโนโลยีคนอื่นมาพัฒนา
ด้วยนิสัยชอบ ง่ายๆ ของคนไทย ทำให้ ความคิดลงเอยว่า ซื้อเค้ามาแล้วต่อยอดดีกว่า ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในการวิจัย เพิ่มกระฉูด ....... จะไม่สามารถเอามาทำอะไรได้ .... สิ่งต่อมาที่จะเกิดคือ ความไม่กล้าที่จะลอง สิ่งต่างๆ เพราะถ้าหาก อุปกรณ์ในการวิจัย มันแพง คงไม่มีใครกล้าที่จะทดลอง อะไรแปลกๆ ได้
การต่อ ยอดเพียงอย่างเดียวเป็นการเห็นแก่ตัว และในที่สุดจะไม่มีใคร สามารถเป็นเพื่อนร่วมวิจัย ได้ ซึ่งแน่นอน ถ้าคุณต้องการเป็นหนึ่งในวงการ การต่อยอดจะทำให้คุณเป็นที่หนึ่งได้เร็ว และนำมาซึ่งงบประมาณ.... ถ้าหาก คนไทย รู้จักการให้ credit เชื่อว่า เราจะเลือกที่จะพัฒนาสื่นพื้นฐานมากกว่า ต่อยอด เนื่องจากถ้าเราพัฒนาสิ่งวพื้นฐานให้คนอื่นไปต่อยอด และเรายังได้ credit ทุกคนอยากจะทำอะไรที่เป็นพื้นฐานมากกว่า การต่อยอด
เราต้องตีค่า ต้นทุนในการวิจัย โดย รวมเอาเทคโนโลยี ของคนอื่นเป็นทุนที่มีดอกเบี้ย ดังนั้น ยิ่งเราพึ่งพาเค้าเท่าไร ในระยะยาวเราก็สามารถขาดทุนได้เสมอ
February 07 ต่อจาก BLOG ของ Doppyคุณ Dop เค้าก็เอาคำพูด ของ Steve Job .... คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว .... มาให้เพื่อนๆ ได้นั่ง (นอน) ชิวๆ อ่านดู แล้วตั้งคำถามตัวเอง ......
สำหรับผม .... ตอนก่อนอ่านก็มีคำถามคล้ายๆกันว่าชีวิตนี้ทำไรดี ????
แต่พออ่านไป ก็เริ่มรู้สึกว่า คำถาม ไม่ใช่ชีวิตนี้ทำไรดี ..... แต่เรากำลัง เขวกับ สิ่งรอบข้างอยู่หรือเปล่า......
ผม.. คิดว่า ผมรู้ตัวดีว่าผมชอบอะไร ชอบทำอะไร เพราะมันชัดเจน มาตลอด ตั้งแต่จำความได้...... ผมชอบประดิษฐ์ ทำสิ่งต่างๆที่เกิดจาก IDEA ... มันไม่เคยเปลี่ยน
ผมคิดว่ามันเป็นจุดแข็งจุดเดียวของผม .... ดังนั้นในมุมมองที่ผมมองตัวเอง คุณค่า ของการมีตัวตนของผม อยู่ที่ มองเห็นสิ่งใหม่ๆ แตกต่างกับความคิด ที่ สังคมโดยรวมเค้าคิดกัน ไม่รู้ว่าสิ่งนี้สามารถเรียกว่า Idea ได้แค่ใหน.... ผมใช้ทุกช่วงของชีวิต ในการทำให้บรรลุถึงเป้าหมายตรงจุดนี้ ..... ผมมองว่าการสิ่งที่ยากที่สุดในการบรรลุเป้าหมายคือการที่จะรักษา ความอิสรภาพของความคิด ไม่ให้ถูก ความคิด ของ สังคมรอบข้างครอบงำ ..... มันเป็นเรื่องยาก ... ที่จะไม่ปฏิเสธความหวังดี คำแนะนำ ไปพร้อมๆกัน
จุดมุ่งหมายของผมคือการ สร้างสิ่งต่างๆ จากIdea ที่มี ให้สำเร็จ ... ซึ่งไม่ง่าย เพราะสิ่งที่ผมชอบทำ ไม่ใช่งานที่จะสามารถสำเร็จได้ด้วยคนๆเดียว ไม่ใช่ภาพวาดหนึ่งภาพ หรือรูปปั้น ...
แต่เป็นการสร้างสรรสิ่งต่างๆ จากองค์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี่ที่ต้องการ ความเชื่ยวชาญของเพื่อนๆ ร่วมทีม.....
มีช่วงหนึ่งที่คิดว่าตัวเองอยากจะเรียนเป็น อ. ในมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจจะเนื่องจากว่า การเป็นอ. นั้นเป็นสิ่งแรกที่ผมเห็นว่า สามารถทำให้ผมอยู่ในสถานะที่จะทำตามเป้าหมายได้... แต่ ไม่ใช่ในเมืองไทย ... ในตอนนี้ .... เพราะ เราไม่ใช่ประเทศที่จะมีเงินให้ใช้แบบญี่ปุ่น หรือ อเมริกา ... ความหวังที่เป็นไปได้คือการเปิดบริษัท ที่มัศักยภาพในเชิงวิจัย ... มีเงินทุนของตนเอง ที่จะสามารถสนับสนุนการวิจัยได้ ... มันไม่ง่าย .... มันคงยากที่จะมีบริษัทขนาดใหญ่เช่นนั้น เกิดในเมืองไทน ในเร็วๆ นี้ สิ่งที่พอคาดหวังได้ คือการ รวมตัวกันของกลุ่มบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ อยู่ร่วมกันโดยคำนึงถึงความสำเร็จในงาน ความก้าวหน้าขององค์ความรู้ที่ต่างช่วยกันสะสม มากกว่า ผลกำไร ... ซึ่งเป็นอะไรที่ยากมาก ... เพราะเมื่อคนเราโตขึ้น ก็ต้องหาเลี้ยนชีพ จะเสี่ยงทำสิ่งต่างๆ ที่ผลกำไรไม่ชัดเจนก็ลำบาก และยิ่งถ้าต่างมีครอบครัวกันแล้วก็จะยิ่งลำบากยิ่งขึ้น มันใช้ต้องกล้า ..... ในการที่จะฝืน สิ่งปกติที่คนอื่น เค้าทำกัน .... เพราะความเสี่ยงมันสูง แต่มันเป็นเป้าหมายเดียวที่มี
ที่มานั่งลังเล ในช่วงที่ผ่านมา เพราะ ทั้งรู้อยู่ว่า สังคมที่ผมผ่านมา ในที่ต่างๆ มีพื้นฐาน แตกต่างกันอย่างไร ... แน่นอน ความคิดเช่นนี้มันย่อมฝืน .. ไม่ว่าคุณจะอยู่สังคมใหน ... เหนื่อย.... การที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมาย มันก็ย่อมต้องแลกกับ สิ่งต่างๆ แลกกับความรู้สึก แลกกับโอกาสที่จะเจอคนที่เข้าใจ เพราะคงยากที่จะทำตัวให้ดูเป็นคนปกติ แต่ความคิดไม่ปกติ ....
มันเป็นการฝืน .... มันจะปล่อยให้มีการฝืนในลักษณะนี้ไม่ได้ ความคิดจะต้องรักษาความตรงไปตรงมาให้ได้มากที่สุด มิฉะนั้นจินตนาการจะทำให้สิ่งต่างๆบิดเบือนได้ และมันมักจะทำให้สิ่งที่เห็นบิดเบือนอยู่เสมอ .... ยากเกินความสามารถที่ผมจะทำได้ ....
สรุปว่าเรากำลัง ไม่รู้ ลังเล กลัว หรือ เหนื่อย กันแน่เนี่ย ??? January 22 My Brain ... Architectureสืบเนื่องจากตอนที่แล้ว
มานั่ง พิจราณาดูว่า อะไร ที่ทำให้ความคิดของคนเรา (กู) แตกต่างกัน จะว่าไป คำถามนึงคือ เราสามารถบอกได้ว่า สมองเป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ ขึ้นหรือเปล่า ? ok ล่ะ ไม่ใช่คำตอบในเชิง... ฉึบฉับ แต่ประเด็นคือ ถ้าเราบอกว่าสมองเราเองนั้น เราสามารถประดิษฐ์ หรือแก้ไขได้ และ เราจะสามารถแก้ไข ไปได้ถึงระดับ ใหน เราสามารถ เพิ่มหรือลดระดับสติปัญญา ของเราได้มั้ย เราสามารถเปลี่ยน บุคคลิก หรือ เปลี่ยนนิสัยของตัวเราเองได้ แค่ใหน ..... คงไม่มีใครเถียงว่า สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นไปไม่ได้ แต่ ประเด็นที่ผมอยากจะย้ำคือ แล้ว How Deep คุณจะสามารถเข้าใจถึงระดับที่สามารถควบคุมจังหวะการคิดคำนวน สร้าง หรือ ทำลาย วิธีคิด หรือ คุณจะสามารถควบคุมในระดับ neuron หรือควบคุมระดับ ประสาทสั่งการ หรือระดับระบบ reflex ได้มั้ย ?
เรามานั่งวิเคราะห์ ทบทวน Log การปรับแก้ กลไลการทำงานของสมอง ก็ไม่ได้แปลกใจว่าทำไมวิธีคิดเราถึงต่าง เพราะถ้าเราเลือกอีกทาง หรือ ถ้าเราไม่ได้ไปยุ่งกับระบบวิธีการคิดโดยตรง เราก็คงคิดคล้ายๆ กับคนอื่นไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้บอกว่า เราเก่งกว่าคนอื่น เพราะ ยังมีเพื่อนๆ อีกหลายคนที่ เค้าสามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่าเรามาก
ถามว่าเราแก้ไขระบบสมองอะไรไปบ้าง ..... ก็มีเรื่องการสร้างระบบ ประมวลผลเชิงภาพ คือ ใช้จินตนาการเนี่ยแหละ เอามาพยายามวาด ภาพสิ่งๆต่างๆ ลองนึกถึงว่า เราต้องการหาด้านที่สามของสามเหลี่ยมพิคาทอรัส เราสามารถหาได้โดยการใช้สูตรคำนวน หรือ ใช้กระดาษวาดแล้วก็เอาไม้บรรทัดวัน แต่วิธีนี้พยายามฝึกคือ วาดสิ่งต่างๆ ลงบน จินตาการ แบบให้มีสัดส่วนตามจริง โดยแล้วพยายามจิตนาการไม้บรรทัด เอามาวัด ดังนั้นวิธีนี้ ก็จะทำให้เราสามารถประมาณคำตอบ ของด้านที่เหลือได้โดยไม่ต้องคำนวน แต่แน่นอน มันไม่ได้แม่นยำมาก แต่ก็ลองมองว่ามันเป็นวิธีที่เร็วที่สุดที่สามารถคำนวนได้ เพราะมันจะวิ่งทำงาน อยู่บน สมองโดยไม่ต้องเสียเวลา ไปนั่งทดหรือวาด
อันต่อมาเป็นเรื่องของการสร้าง ระบบคำนวนแบบขนาน ถ้าเราลองคิดว่า เวลาเราต้องการคำนวนบวกเลข 10 หลัก สองชุด เราสามารถทำโดยบวกจากหลักย่อยไปมาก ดังนั้นเวลาที่เราใช้จะเท่ากับ จำนวนหลักของเลข *2 โดยประมาณ แต่ถ้าเราสามารถให้สมองเราบวกเลขได้ทีล่ะสองชุด โดยใช้ควมสามารถทาง parallel ของระบบ ประมาณผลภาพ เพราะสิ่งต่างๆ ที่เราเห็นมันเป็นระบบเดียว (เท่าที่นึกเจอ) ที่สามารถรับรู้เชิงมิติได้ 2 แกน ดังนั้นถ้าเราจินตนาการตำเลขทั้งสิบชุด มาวางให้ตรงหลักกัน และบวกทีล่ะสองหลัก เราก็จะประหยัดเวลาไป เท่าตัวนึง....
ระบบที่ว่ามานี้ มันจะมีประโยชน์ จริงๆ ตอนที่เราต้องการ จำลองการทำงานของเครื่องกล หรือวงจรไฟฟ้า เพราะ ในกรณีที่เป็นระบบเครื่องกลที่มี Degree of Freedom เกินสอง มันจะต้องสามารถประมาณการค่า ของDof ทั้งสองได้พร้อมกันเพราะ ถึงจะสามารถทำการจำลองการทำงานได้ เมื่อเราสามารถเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นของ ระบบย่อยทั้งสอง ที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันเราก็จะเห็นว่า จุดสมดุลหรือคำตอบอยู่ตรงไหน ....โดยประมาณ (หรือเดา) วิธีนี้ ไม่ใช่ วิธีที่จะทำให้ได้คำตอบ Exact แต่ทำให้รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น คิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นมาตราฐานของเด็กที่เรียนสายวิศวะทุกคนที่ต้องมีอยู่แล้วมั้ง.....
จากที่ว่า มา ทำให้เกิดสมมุติฐานว่า สมองเรานั้น มีความสามารถในเชิง parallel มากกว่าที่เราคิด มาก
Where is Idea Came From?
ไอเดียมากจากใหน ? ทำไมเด็ก ถึงถูกบอกว่ามี Idea มากกว่าผู้ใหญ่ ?
ผมเชื่อว่า การ Practice Skill ต่างๆ ทำลาย Idea .....
ผมเชื่อว่า Idea เป็นสิ่งที่มีอยู่ และหมดไป ไม่ได้มีเพิ่ม ที่หมดไปเพราะ ความเชื่อ ทักษะที่มีทดแทน แต่ไม่ได้หมดไปเพราะถูกใช้
เพียงแต่ว่าเราจะสามารถเอามันออกมาใช้ได้เร็วแค่ใหน
ทำไมถึงคิดเช่นนั้น เพราะ ผมเชื่อว่า Idea ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในหัวผม เกิด การการที่ผม เห็นสิ่งต่างๆ และสร้างมันเป็น process หรือ โยนเกี่ยวเอาไว้ในสมอง ซึ่ง Process พวกนี้ เราจะไม่ค่อยรู้หรอกว่า มันมีตัวตน (ยกเว้นแต่ไปนั่งทำสามาธิ) แต่ เมื่อ ใดที่เราคิดอะไรต่ออะไร (ที่ไม่ได้ เกี่ยวข้อง) แต่ในการ Solve ปัญหาแหล่านั้น สมองจำเป็นจะต้องสร้าง Function ที่ใช้ Solve หรือถ้ามองตาม หลักการทำงาน ของ ANN คือ เมื่อเราทำการเรียนรู้สิ่งต่างๆ คือการที่ Connection ต่างนั้นมีค่า Weight ที่ทำให้ Output ตรงกับผลลัพท์ ของ trainning Example เมื่อ เราได้ค่าตรงแล้วก็จะ ทำการ Fixed ค่าแล้วก็เอา คำถามใหม่ที่เราต้องการหาคำตอบ มาใส่ใน Input ซึ่งถ้า เทรนมาถูก คำตอบที่ ออกมา ก็จะถูกต้องด้วย แต่ ตรงนี้ล่ะที่น่าสนใจ คือ เพราะ เมื่อเรามองว่า Neuron สามารถหาผลลัพท์หลายๆ อย่างได้พร้อมกัน หรือสมองมันมีความสามารถในการ parallel ดังนั้น แทนที่จะใส่แค่ Input ที่ต้องการหาคำตอบ Process ที่ถูก Hook ไว้ ก็จะถูกโยนเข้าไปด้วย โดยอัตโนมัติ (โดยไม่รู้ตัว) ซึ่ง หน้าที่ของ Process คือ มันจะดักเอาคำตอบ ออกมาแต่มันจะทำการดูว่า คำตอบน่า Cite แค่ใหน ถ้าไม่มีอะไรน่าสนใจ มันก็จะเงียบไป แต่ถ้ามีอะไรสนใจ เราก็จะเกิดอาการปิ้งไอเดีย แต่ในบางกรณี คำตอบมันไม่ได้ชัดเจน แต่รู้แหละว่ามีคำตอบ เลยต้องไปเสียเวลา แทนค่า โดยการนึกหา Entry Point ของ Process Hook ต่างๆ แล้วเอามาแทนใน Function ขณะนั้นๆ ซึ่งถ้าหากไม่สามารถหา Entry Point นั้น ได้ ก็จะโดน Process นั้น Interrupt ไปทั้งวัน...... อีกอย่างคือทำให้บางที่เราคิดอะไรได้ แต่ไม่รู้จริงๆ ว่า จะพูดยังไง เพราะมันไม่ได้อยู่ในรูปแบบคำตอบ แต่อยู่ในรูปแบบของ Function มากกว่า จริงๆแล้วทางที่ดีคือต้องเรียบเรียงความคิด แต่ในบางเรื่อง การเรียบเรียงความคิด อาจจะใช้ Memory มากกว่า การใช้ในการคิด เพราะจะต้องทำการ กระจายคำตอบออกมาให้ได้ (เหมือนการให้คอมพิวเตอร์คำนวน First Order Logic อ่ะ) บางทีก็กลัวว่า Function จะเลือนไปเสียก่อน(เพราะการรักษา Variation ของฟังก์ชันคุณจะต้องคอยป้าน Function ใหม่ๆ เสมอ...)
เลยต้องรีบพูด .... ก็ยิ่งทำให้แล้วใหญ่ ยิ่งฟังกันไม่รู้เรื่อง
ดังนั้น ถ้าเมื่อที่เราพยายาม Concentrate กับสิ่งได สิ่งหนึ่ง ให้ได้ ...!!! มันก็จะเป็นจะต้องขจัด Process Hook ให้หมด ....ปัญหาคือ บางที มันใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าที่ Idea จะออก (เพราะการสุ่ม ของธรรมชาติ) ดังนั้น หากเรา ตั้งสมาธิกับอะไร ก็จะทำให้ อีก ปี - 2 ปี No IDEA ได้ ......
อันต่อมาก ถ้าเราทำงานอะไรที่เป็น Routine มันก็จะทำให้ Function ไม่ได้มีความ Vary มาก Idea ก็ไม่เกิด และจะทำให้ Scope ของการมองแคบลงไปด้วย ......
เราเลยมองว่า ในการคิด ตามหลักการ มันจะทำลาย Idea ต่างๆไป ซึ่งมันเป็นต้นทุนที่ไม่สามารถหากลับมาใหม่ได้ แต่บางทีก็คงต้องยอม
มันก็แล้วแต่ว่าคนเรา จะต้องการให้ตัวเองคิดไปในทางใหน จะยอมสังคม แค่ใหน ไม่ใช่เพราะสังคม โง่ กว่า แต่ในความเป็นจริงคือ ไม่มีใครเก่งทุกอย่าง ดังนั้นถ้าจะสื่อสารกับสังคมโดยรวมให้รู้เรื่อง ก็ต้องอยู่ในรูปแบบที่ง่าย เพราะคุณต้องการให้ทุกคนเข้าใจ แต่ถ้าเกิดคุณสามารถอยู่ในโลกส่วนตัวได้ ก็ไม่ต้องไปสนใจว่า จะต้องสื่อสารให้ใครเข้าใจได้แค่ใหน
มันก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะ Balance อะไรตรงใหน ซึ่งมันจะเป็นตัวกำหนดบทบาท ของคุณ .....
แต่จะดีกว่า มั้ยถ้าสามารถ Switch ไปมาได้ ..... สงสัยจะเป็นโจทย์ใหม่สำหรับผมแล้ว .....
January 10 What's A LOGIC....โปรเจคตอนอยู่ป.ตรี ผมคือ Biped Robot หรือ หุ่นยนต์เดินสองขา.....
มีหลายคนสงสัยว่าทำไมบ้า ทำโปรเจคอย่างงี้ว่ะ
เพราะ อยากทำอะไร ยากๆ ที่ไม่น่าทำได้ หรือไม่มีคนแถวๆนี้ทำ (เพราะเค้ายังไม่บ้ามั้ง)
=> อยากสร้างผลงานชั้นเยี่ยม ที แม้ว่ามันจะไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่บางส่วนที่ทำก็ยังมีคุณค่าในตัวของมัน (เพราะไม่ได้คาดว่า project ที่ทำตอนป.ตรีมันจะต้อง success เสมอ และ ยังมีความคิดว่า Engineering Project = Science Project ซึ่งผิด!!!!)
=> รู้ตัวว่าถ้าทำอะไรง่ายๆ ก็จะหมดความตื่นเต้นได้เร็ว เลยต้องทำอะไรที่ยากๆ และต้องมีสิ่งยากๆ หลายๆ อัน เพราะ จะได้หาสิ่งตื่นแต้น ได้อย่างต่อเนื่อง (คือพอเบื่ออันนึงก็จะได้หาอะไรตื่นเต้นต่อไปได้)
=> ได้ project ที่เหมือนงานศิลปะ ที่ ต้องชิวๆ ทำ ภายใต้เส้นตาย..!!?????
=> ม่ เสร็จ .....
=> อึมน่ะ
ดังนั้น ป.โท นี้เราจะพยายามบังคับตัวเองให้ทำสิ่ง ง่ายๆ จบ ง่ายๆ เกรดไม่ทุเรศ...... (ป.ตรีเกรดผม ทุเรศเพราะ ชอบความท้าทาย .. + เลิกวิชาลงตามสิ่งที่ยากที่สุดเป็นอันดับแรก....)
ทำโปรเจคง่ายๆ (ท่องเข้าไว้) อย่าคิดอะไรยากๆ(....มีเสมอ.....)
กำลังใจ มาจาก (normally Girl,ssssss) แต่ในกรณีนี้ มาจาก ความยาก การทำไม่ได้ คำสพประมาท ความทรมาณ การเสียสุขภาพ และความตื่นเต้นมาจากเส้นตายทำให้อะดรีนาลีนหลั่งอย่างมากกก ( .... ทำไมเราไม่ไปหาแหล่งความสุขจากสิ่งอื่นบ้างว่ะ....) January 01 ระเบิดปีใหม่ จาไปกินเหล้ากับเพื่อนพ้อง (จ็อป ยาใจ(ลูก) ปู ........) ปรากฏว่า ออกจากบ้าน 6.00 พอจะลงจาก taxi ได้ยินว่ามี เหตุระเบิด !!!!!!!!!!!!!!!
จะถึง escudo ทันใด แวะโทรศัพท์ก่อน ..... แล้วก็นึกได้ว่า นายสกัน (ทัชพงศ์) ได้บอกไว้เมื่อวานว่าจะมีเหตุ....... อีกอย่างเมื่อสองวันที่แล้วกรูยังโดนตรวจระเบิดเลย สงสัยเค้าเห็นรถเรารกๆ มั้ง......
เมื่อถึง ปรากฏว่า คนเริ่ม ยกเลิกกัน...... เซ็งคร้าบ พี่น้อง.......
แต่ก็ เป็นการกินเหล้าที่ ระทึก !!!!!
ผ่านไปสักพัน โทรหายายเราที่ขายเพชรที่เซ็นทรัล ok อ่าม่า ออกมา ตั้งนานแล้ว แต่ ได้ข่าวจากน้องว่า central มีระเบิด 3 จุด
คุยไปมา สุขขุมวิท 2 จุดคือ 57,62 แล้วยังมีคลอยเตย แคลาย ซีคอน..... แล้วก็เยาวราช สักพัก ก็ยังคุยกับเพื่อนๆว่า ถ้ามันแน่จริง มันต้องวางตอนที่นับเคาท์ดาวสิวะ วางหน้ากับท้ายถนน คนจะได้หเยียบกันตาย ....... แต่ก็ได้คุยกับน้องเค้าบอกว่า น่าจะมีประมาณ 30 จุด... อึม.... ยังไม่ถึงเที่ยงคืน รอดูดีกว่า ..... พอถึงห้าทุ่ม ก็แยกกับไอ้จ็อบ เลยแวะไปที่ seafood ซ. 24 ไปหาน้อง ปรากฏว่า พอไปถึงทุกคนก็นั่งรถ เที่ยงคืน แต่ไม่ได้นั่งรอเคาท์ดาว แต่ นั่งรถระเบิด .... อกกมาตอนเที่ยงคืนเศษๆ ตอนอยู่บนรถ เห็นรถช่องสามขับแซง ฟังข่าวพบว่า ราชประสงค์ ห้างเกษร โดนระเบิด และกู้ได้ที่ bigc อีกลูก..... กลับมาไทเป พี่เต้าบอกว่า ที่หน้า คาร์เท เยาวราช ก็โดนวางแต่กู้ได้ และจอยก็บอกว่าที่ future park ก็โดน .....
สรุปว่า.... ระเบิดที่มี นับตามลูกไม่ใช่จุดที่ระเบิด
1. secon square รปภ ตรวจเจอก่อนเลย ระเบิดตอนเก็นกู้ ไม่มีใครบาดเจ็บ เป็นระเบิดเสียง
2. คลองเตย ตาย 1 มั้ง
3. อนุสาวรีย์
4. สะพานควาย -> สามอันนี้ใช้ นาฬิกา มีสะเก็ด
5. แคลาย -> power gels กล้องวงจรปิดเสียด้วยน่ะ
6. สุขุมวิท 62
7. สุขุมวิท 57
8. future park
9-11 เซ็นทรัลชิดลม เป็นระเบิดเสียง
12. ห้างเกษร
13. ประตูน้ำ
14. ห้าง Big C -> สามอันนี้ กะทำร้ายประชาชน เป็น c4 แต่ไม่เห็นสะเก็ด
15. เชียงใหม่ -> ระเบิดมัสยิด
16-17 ชลบุรี
18 (Added) หน้าห้างคาร์เท เยาราช ใกล้ๆ บ้านผมคร้าบ....... แต่กูได้อ่ะ
วิเคราะห์
1. ไม่น่าเป็นคนกลุ่มเดียวกันทำ ระเบิดที่ใช้แตกต่างกัน เพราะ ระเบิดที่แคลายเป็น power gel ซึ๋งน่าจะให้ประสิทธิภาพดีกว่า C4 เพราะ C4 เป็นระเบิดที่ให้แต่แรงอัด(จำได้ว่า power Gel = C4 + น้ำมันเบนชิน) ดังนั้นถ้าจะทำทั้งทีก็น่าจะเป็น power gels ไปเลย 2. ถ้าเป็นกลุ่มเดียวกัน จะวางก็น่าจะให้มีวัตถุปรสงค์เดียวกัน ไม่ใช่ว่า บางจุดทำเพื่อข่มขู่ (secon square,central) บางจุดทำเพื่อทำร้ายผู้คน หรือบางจุดทำเพื่อสร้างสภาณะการณ์
3. ถ้าจะให้ระเบิด 12-14 ประสบผล ก็ไม่ควรที่จะวาง ระเบิดที่อื่นก่อนซึ่งทำให้คนหวาดกลัว
4. มีคนรู้ก่อนแน่ๆ เพราะเมื่อสองสามวันที่แล้วเรายังโดนตรวจระเบิด (พอดีเค้าเห็นรถรกๆ และมีวัตถุน่าสงสัย เป็นห่อกระดาษ) แต่หน้าอย่างผมเนี่ยน่ะ จะเป็นโจรใต้...????
สรุปว่าคนไทยใจเย็นๆ อย่าปักใจเชื่อ ผู้จัดกวน นี่ก็ ประนามทักษิณใหญ่เลย อ่านดีๆ ครับ .....
แต่ในความคิดผมน่ะ ....คนที่ได้ประโยชน์จากระเบิดครั้งนี้มี...
1. โจรใต้ เพราะมีผลงาน + อัลเคดา ยังอายเลย ถ้ามันสามารถวางได้ที 10-20 ลูกอย่างงี้ ในวันปีใหม่ ที่ประเทศปกครองโดยรัฐบาลทหาร ภายใต้กฏอัยการศึก
2. คลื่นใต้น้ำ ทำเพื่อทำให้เห็นว่ารัฐบาลนี้คุมสถาณการณ์ไม่อยู่
3. ทหาร ได้งบลับเพิ่มครับ เพราะต้องขยายพื้นที่สงคราม ทหารที่อยู่ในกทม. จะได้เบี้ยเลี้ยงเพิ่มขึ้น
^. Add เพิ่ม คนที่มีอำนาจอยู่ อยากสร้างกระแส...................... ให้ สังคมกลับไปคิดว่าเป็นข้อ สอง.......... เราจะได้อยู๋ในอำนาจ นาน นาน ( นับวัน ยิ่งชัดเจนน่ะ)
เป็นไปได้มั้งว่าทั้งสามกลุ่มนี้เป็นคนทำ เพราะรู้ว่าผ่ายตรงข้ามจะทำ เลย เลยช่วยกันสร้างกระแส เพราะในสถาณะการณนี้ถ้าคนไทย ขาดสติเมื่อใด จะเป็น สิทธิอันชอบธรรมที่จะใช้ในการตอบโต้ฝั่งตรงข้ามได้ทันที รอดู 1 อาทิตย์ ว่าสังคมจะประนามใคร แต่ถ้าถามผม แม่งเนี้ยทั้งหมด....
พรมลิขิต ขีดเส้นให้เหี้ยเดิน เหี้ยก็เดิน ตามทางที่วางไว้ เหี้ยกับเหี้ยเจอกันก็บรรลัย เหี้ยหนึ่งตาย อีกเหี้ยอยู่ คู่บัลลัง
(จาก อ. สอนเคมีคนหนึ่งที่ ได้ยินมาจากเด็กอาชีวะคนหนึ่ง) November 07 รถ กู.......รถเสีย !!! ..... อ้าวเป็นอะไร (อ้อ แค่สายอาศเอง) สรุปว่า ... ใครเที่เป็นเพื่อนๆ ของกระผม มักจะได้ ประสบกับ ประสบการ แปลกที่ไม่สามารถหาได้ที่ใหน ด้วยสาเหตุที่กระผมชอบไปส่งเพื่อนๆ ตามที่ต่างๆ ... เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เพื่อนๆ ทุกๆคน จะได้ ลุ้น ระทึก กับ กระผม .... กับ รถ คันสีแดง.... และสีอื่นๆ .... 7 วัน 7 อย่าง สรุปว่า อาการที่รู้สาเหตุ สรุป อาการเสียที่เคยเจอมา .... ไม่นับการติดหล่ม ชน และอื่นๆ มีใครที่เคยแชร์ประสบการรถเสียกับผมก็บอกด้วยน่ะ เผื่อลืม |
|
|