| narit's profileFlying to N@RIT SpacePhotosBlogLists | Help |
|
February 14 ช่าง ^ วิศวกร ^ นักวิทยาศาสตร์ใครคือช่าง ??? ใครคือวิศวกร ??? ใครคือนักวิทยาศาสตร์ ???
คำถามนี้ จะว่าไปเป็นคำถามที่มีมานานพอๆกับที่ผมจำความได้...
เอาเป็นว่า ผมเองอาจจะโดนฝังหัวเรื่องอาชีพ "วิศวกร" มาตั้งแต่เด็กๆ
จำความได้ว่า ตอนเด็ก ประมาณ อนุบาล ตอนนั้นคุณยายกำลังสอนวาดรูป
ยายถามว่าจะวาดรูปอะไร ผมชี้ไป .... ยายก็วาดรูปนก ผมบอกไม่ใช่ ผมวาดเสาไฟฟ้า...
มีวันนึง กลอนประตูร้านของแม่เป็นอะไรไม่รู้ ... แต่เราเอาดินน้ำมันปั้นเป็นกลอนไปแปะ ไว้ตรงประตู จำไม่ได้ว่า ประตูมันมี function อะไรบ้าง ...
ผมอาจจะอยู่ในบ้านที่เป็นแต่วิศวะและช่าง ทางนึงคือก่อสร้าง อีกทางนึงคืออัญมณี(ช่างเจียรพลอย)
จำได้ว่าตอนเด็ก ผมชอบถือปลั๊กไฟเดินไปๆมาๆ มีวันนึง Circuit Breaker ชั้นห้องนอนตัด และแม่เป่าผมอยู่ .. ผมก็เลยเอาปลั๊กต่อไฟจากชั้นสอง ต่อพ่วงไปเรื่อยๆ จนถึงชั้น 3 และก็ถามพ่อว่า ทำไมไม่มีปลั๊กที่เป็นตัวผู้สองหัว ..... มันต้องใช้เวลามาถึงตอนมต้น... ถึงจะรู้ว่าไฟมันมี Alternative Current ... แต่ด้วย Building Block ไม่รู้ว่ามันปะติดปะต่อมายังไง (แม้กระทั่งตอนนี้ที่ของบางอย่างที่คิดก็ไม่ค่อยจะอธิบายได้ .. มั่วเอามั้ง) ณ. ตอนนั้นจำได้ว่าพ่อโวยวายระดับ.. !!! แต่พ่อผมเข้าใจน่ะ..
อันต่อมา ประมาณ ป.ภ ทำไฟซ๊อตครั้งแรก (ทุกอย่างต้องมีครั้งแรก) ตอนนั้นอยากได้ไฟคริสมาส แต่มันแพงและที่บ้านไม่ซื้อให้ ... จะได้ก็คือเอาตังไปศึกษาภัณทร์ แล้วซื้อหลอดเล็กๆ หลอดล่ะไม่กี่บาท จำได้ 3 บาทมั้ง ขั้ว 2 บาท สายไฟ 5 บาท มาต่อเอง.... ไอ้เราก็มัดแยกสายแล้วน่ะ ... แต่คิดว่าตอนพัน คงทำ tape มัน slide ทำให้มัน short ไฟดับ เครียดมาก ... พยายามจะกลบเกลื่อนร่องรอย ไปที่ breaker แต่ก็ไม่กล้าสับ เพราะกลัวมันจะวุ่นไปใหญ่ หลังจากนั้น พ่อรีบติด safe-t-cut เลยในวันต่อมา (และในที่สุดก็สั่งเป็น Direct Connect)
ที่บ้าน ผมมีหุ่น transformer อยู่ 1 ตัว เท่านั้นในบรรดาของเล่น ที่เหลือคือ lego ที่คุณแม่ซื้อให้ 1 ชุด และคุณพ่อ 1 ชุด ที่เหลือ ได้ฟรีจาก บริษัท lego คร้าบ..
ดังนั้นที่พ่อจะซื้อให้คือ part ... จำได้ว่าครั้งแรกคือไปซื้อ ที่ central ชิดลมแผนกประดับยนต์ (จะว่าไปตอนนี้ผมยังเขียนแผนผังห้างได้แม่นอยู่) ซื้อ ถ่าน 9v กับหลอดใส้และหัวแร้งอันหญ่ายๆ วันนั้นพ่อก็สอนบัดกรี... นิ้วพองครั้งแรก...
ดังนั้นสำหรับผมสิ่งที่ผมชอบที่สุดคือสิ่งที่ผมสร้างและทำเอง ... ถ้าผมมีตังซื้อ Ferrari ผมขอเลือกเอาตังไปสร้างรถคันนึงดีกว่า...
กลับมาที่คำถาม.. ช่างคืออะไร... เพื่อนคนนึงบอกว่า เป็นคนที่มีฝีมือในเชิงงานนั้นๆ
วิศวะคืออะไร... บางคนบอกว่าคือคนที่สามารถคาดการได้ล่วงหน้าว่าปัญหาคืออะไรและสามารถเตรียมการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้.. แถมท้ายด้วยต้องมีความสามารถในการบริหารงานและคน และเสริมด้วยข้อสุดท้ายที่ว่า วิศวะคือคนที่สามารถเอาศาสตร์ต่างๆมาประยุกต์ใช้งานเพื่อแก้ปัญหาที่เจออยู่..
นักวิทยาศาสตร์ คือคนที่ทุ่มเทเพื่อค้นคว้าหาและสรุปความเป็นจริงที่มี ทั้งปรากกฏและซ่อนตัวอยู่ของสิ่งต่างๆ
ตั้งแต่เด็ก มีคนบอกว่า ผมเป็น"ช่าง" เอาเป็นว่า ทุกคน ... ตอนป.ตรี ผมก็เลือกคณะที่น่าจะตรงกับผมที่สุด ตามคำแนะนำของ อ.แนะแนว..
แต่จากป.ตรี ความรู้สึกส่วนนึงคือ ความรู้สึกของการขาดทฤษฏี ผมก็เลยเรียนป.โท. ปรากฏว่า ได้เข้ามาในภาคคอมพ์ ซึ่งมันเป็นคคละเรื่องเพราะตรงนี้มีแต่ทฤษฏี ...
ก็เหมือนกับว่า ไม่ถนัด math แต่ก็ดันเข้า mechatronic ซึ่งเป็น control เป็นภาคที่อาจจะเรียกได้ว่า อยู่บน math ของทุกวิศวะ..
อันต่อมา คือการแบ่งแยกชนชั้น ที่ว่า ช่าง กับ วิศวะ ไม่รู้ว่ายังไง เพื่อที่จะได้อวดตัวเองหรือไม่ว่าข้าเหนือกว่า..
สงสัย... เคยคิดมั้ยว่า งานช่างมันเป็นพรสวรรค์และฝึกฝน ไม่ใช่ใครทุกคนจะทำได้.. งานวิศวะ แน่นอนว่าต้องใช้ความรู้และความคิดมากกว่า แต่มันจะไม่มีประโยชน์อะไรได้เลย ถ้าไม่มีคนทำ
ในความเป็นจริง คนที่ทำเค้าจะต้องเจอกับปัญหาที่แตกต่างออกไปจาก แค่ทฤษฏี ... มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะรู้อะไรลึกแค่ใหน เพราะคุณได้แต่คาดการณ์ปัญหา แต่ไม่มีทางรู้ว่าจะมีปัญหาอะไร
ถ้าเรายังไม่สามารถ สลัด ภาพ การแบ่งชนชั้น เราจะไม่มีทางเจริญได้เลย เพราะว่า การแบ่งแยกนี้แสดงถึงความ ไร้ความเข้าใจในการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีโดยสิ้นเชิง
เทคโนโลยี เกิดได้เพราะการที่สามารถรวมเอา ทักษะทั้งสองอย่างเข้ามาด้วยกัน และทำการพัฒนาไปมาคือ คิด สร้าง วิเคราะห์ ปรับปรุง วิเคราะห์ ปรับปรุง... ไปเรื่อยๆ
ดังนั้น มันจำเป็นที่จะต้องมีทั้งสองอย่าง .... มิฉะนั้นงานที่ทำๆ ก็จะแค่เป็นกองของอะไรที่ไม่มีการพัฒนา หรือไม่ก็แค่เป็นกระดาษ..
การต้องทำทั้งสองอย่าง เหนื่อย...
State of the art คือคำที่มักจะถูกใช้เพื่อเรียกเทคโนโลยีล่าสุด
เพราะมันเกิดว่าคำว่าเทคโนโลยี มันเป็นศิลปะ ... มันยังไม่สามารถอธิบายได้ด้วยความรู้ที่มีอยู่ในตอนนั้น ... เช่นเครื่องเสียง...
และภาพวาดที่สวยงามนั้น จะสามารถเข้าถึงได้โดยดวงตาที่สามารถมองเห็น..
ถึงจุดนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ความแตกต่างของ วิศวกร และ ช่างคืออะไร
รู้แค่ว่า มันต้องบาลานซ์ .... สำหรับผมตั้งแต่ผมจำความได้ มันก็มีแต่สิ่งที่ผมทำในตอนนี้ เป็นสิ่งที่ผมอยากทำมาตลอด (จนบางทีแยกไม่ค่อยออกระหว่าง “งาน” กับ “งานอดิเรก”) ... ตอนนี้ยังไม่เห็นอะไรที่จะทำให้ balance นี้เปลี่ยนไป
September 13 ระบบที่ต้องเลือก??เราสับสนกับคำว่า
1 .ประชาธิปไตย 2 .เผด็จการทหาร- ระบบกษัตริย์ (กษัตริย์คือนักรบไช่มั้ย) 3. เผด็จการ- อำมาตยาธิปไตย (technocrat หรือกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ) - ระบบประชาธิปไตย นั้นมีจุดร่วมอยู่กับระบอบสังคมนิยมคือการที่ประชาชนมีสิทธิเท่าเทียมกัน
- แต่ระบบกษัตริย์ คือการที่มีคนๆ หนึ่งที่เป็นศูนย์รวมอำนาจ ทั้งองค์คาพยบนั้นต้องเคลื่อนไหวภายใต้ คนๆนั้น - ระบบ 70:30 นั้นเปรียบได้กับระบบอำมาตย์ คือการที่รวมการปกครองไว้ที่กลุ่มคนแทนที่จะเป็น คนเพียงคนเดียวหรือใช้เสียงส่วนใหญ่ รวมทั้งแนว คิดต่างๆ เช่นการที่ผู้จะ้เลือกตั้งได้ต้องพร้อม หรือมีการศึกษาที่ดีพอ ถึงจะมีสิทธิ์ออกเสียง อันนี้ก็ไม่เรียกว่าประชาธิปไตยครับ
เมื่อ แยกได้แล้วจะเห็นได้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเมืองไทยเป็นระบบ พหุนิยม คือการอยู่ในความคลุมเคลือของระบบต่างๆ
2475 ทุกคนรู้ว่าเป็นแค่การถ่ายหรือปล้นอำนาจจากพระมหากษัตริย์มายังกลุ่มอำมาตย์หรือกลุ่มคนชั้นสูงที่ได้รับการศึกษาจากเมืองนอก หลังจากปี
นั้น เผด็จการทหารก็กลับมามีอำนาจ ภายใต้กระแสโลกของยุค ฮิตเลอร์ มุโสลินี.. ญี่ปุ่น จอมพลป.
... จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติทางการศึกษาที่ ที่กลุ่มชนชั้นกลางเริ่มได้รับการศึกษาในระดับสูง เกิดเป็น 14 ตค. แต่คนเหล่านี้ ก็ได้เติบโต แต่ แบ่ง
แยกออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มทุนนิยมและอำมาตย์นิยม ซึ่งอธิบายได้คือกลุ่มที่เป็นพ่อค้า กลับกลุ่มที่รับราชการ.....
ปัญหาวันนี้คือการแย่งอำนาจของแนวคิดทั้งสองแนวนี้ ... กลุ่มพ่อค้าอยากให้บ้านเมืองเป็นทุนนิยม บริโภคนิยม มองเรื่องกินแต่จากไม่ได้มองเรื่อง
เกียรติเป็นหลัก ประเทศที่อยู่กับระบบนี้ประชาชนจะต้องเรียนรู้จากการโดนเอาเปรียบ แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะต่อสู้
กลุ่มอำมาตย์ก็พยายามให้ประเทศอยู่ด้วยระบบเกียรติศักศรี แต่มองเรื่องปากท้องเป็นประเด็นรอง... แต่ปัญหาจากระบบนี้คือระบบอุปถัมณ์... ซึ่ง
เป็นที่มาของการคอรัปชั่นและการได้เปรียบทางสังคมอย่างสมบูรณ์
ทำให้วิธีการของคนสองกลุ่มต่างกันโดยสิ้นเชิง .... จึงเกิดปัญหาในวันนี้
ปัญหาในวันนี้เกิดจากการเปลี่ยนผ่านระหว่างสองระบบนี้ จากระบบอำมาตย์ที่มีการคอรัปชั่นและได้เปรียบในหลายๆด้าน ไปยังระบบทุนนิยม ซึ่งทำ
ให้กลุ่มทุนบางกลุ่มกลับได้มีอำนาจทั้งสองอย่างนี้ในเวาเดียวกัน .... ทำให้ผู้ที่อยู่ระบบอำมาตย์เสียผลประโยชน์และโดนรุกฆาต จึงต้องออกมาต่อสู้
.... นั่นเอง....
ปัญหาคือ กระแสโลก .... ถ้าประเทศไทยไม่สนใจกระแสโลกที่ระบบเผด็จการต่างๆ ทั่วโลกกำลังโดนโจมตี และกำลังกลายเป็นระบบประชาธิปไตย
หรือไม่ก็คอมมิวนิส..... เราก็คงสามารถเอาระบบ 30:70 หรือการแก้รธนเพื่อถวายอำนาจกลับก็เป็นได้ ...
การล่มสลายของ USSR ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ตอนนี้แทบทุกประเทศ ที่ไม่ได้ปิดตัวเองเป็นระบบทุนนิยม หรือแม้กระทั้งคอมมิวนิสจีน..... เราจึงไม่
เหลือทางเลือกเหล่านั้น
ถ้ามองให้ชัดคือการเลือกระหว่างทุนนิยม กับ อำมาตยาธิปไตย ปัญหาคือเราสามารถอยู่ได้มั้ยโดยปราศจากทุน... (เราจะมีงานทำมั้ย)
แต่สำหรับอำมาตยาธิปไตย แน่ใจเหรอว่าเราสามารถกลับไปยังระบบนี้โดยยังสามารถมีระบบอุปถัมณ์ และไม่นำไปสู่การคอรัปชั่น การได้เปรียบทาง
สังคมอย่างสมบูรณ์...
และแน่ใจหรือว่าหัวใจของประเทศ จะไม่โดนกลุ่มอำมาตย์เป็น proxy ทำให้ระยะห่างๆ ห่างขึ้น ห่างขึ้น....
สิ่งต่างๆที่รัฐบาลทักษิณทำ ยังเทียบไม่ได้กับโอกาศที่ระบบอำมาตย์กลับมา และได้กระทำสิ่งต่างๆ เหมือนยุคสลิต ...
ที่กฏหมายไม่มีทางทำอะไรได้ ผมยังเชื่อว่า ที่สุดแล้ว แม้ไม่มีการปฏิวัติ 9 กย. รัฐบาลทักษิณก็ล้ม .. ไม่จำเป็นต้องลงทุนทำลายประชาธิปไตยที่ได้ทำกันมา
และยังเชื่อว่า ณ. วันนี้ประชาชนได้เริ่มเรียนรู้ ได้เรียนรู้ว่าเสียงตัวเองส่งผลแค่ใหน มากขึ้น...
เชื่อว่า เราจะต้องฝ่าฟันไป เพื่อให้คนทั้งประเทศได้เรียนรู้ไปด้วยกัน เพราะการที่หยุดทุกอย่างเพื่อทำการให้ความรู้ หรือยัดเยียดความรู้ของเราให้กับเค้า อาจจะทำให้เค้าไม่รู้ว่าสิ่งที่เค้าต้องการจริงๆคืออะไร เมื่อคนส่วน
ใหญ่ในสังคมยังไม่รู้เลยว่าตนเองต้องการอะไร แล้วอะไรคือเสรีภาพ การกระทำแบบนี้มันมิใช่ระบบไพร่ทาสหรอกหรือ?
ประชาธิปไตยต้องมาจากความต้องการของปวงชน
ที่สุดแล้วคนทุกคนจะต้องรู้ให้ชัดว่าต้องการอะไร สิทธิที่ตัวเองทำได้คืออะไร และขอบเขตคืออะไร
ผมเชื่อว่า ณ. วันนี้สายไปแล้วสำหรับการย้อนทุกอย่างกลับไปยังจุดเริ่มต้น กลับไปยังระบบอำมาตย์ ยกเว้นแต่ว่าเราจะยอมปิดประเทศ August 30 โลโก้พันธมิตรโลโก้พันธมิตร
มือสี่ข้างที่ไม่ได้จับกัน แต่ต่างชูกำปั้น .... ไม่ได้ร่วมมือกัน
ขังนกพิราบ แห่งเสรีภาพ ประชาธิปไตย ..... เอาไว้ August 25 ขอประกาศได้มั้ยว่าผมไม่ชอบพันธมิตร...ขอประกาศได้มั้ยว่าผมไม่ชอบพันธมิตร...
และผมก็ปลงถ้าคุณจะผลักผมไปอีกฝ่าย....
... ทำไม ถึงเขียนเรื่องนี้....
ปกติคนเราจะพยายามปิดบังความคิดทางการเมืองมิใช่เหรอ...
แต่เท่าที่ดูมีแต่ฝ่ายพันธมิตรเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองออกมากันอย่างเต็มที่ ...
ตั้งแต่ การตั้งกระทู้ใน facebook :" I bet U that U can find 1M people who hate Thaksin..." อันนี้ก็แน่ล่ะถ้าจะเจอคนที่ไม่ชอบได้ล้านคน...
หรือการแสดงตนออกมาอย่างชัดเจน ...
... ทำไมถึงพึ่งมาบ่น ... สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก็เหมือนกับการเคารพความคิดของเพื่อนๆที่เห็นแตกต่าง ... เราไม่ได้ขัด
แต่สิ่งที่เราต้องแสดงออกในทางตรงข้ามก็เพราะ ... เรากลัวการโฆษณาที่นำไปสู่พฤติกรรมหมู่ ... เราต้องการให้ท่านรู้ว่าอย่างน้อยก็มีคน 1 คนที่ไม่ได้เห็นด้วย ...กับท่าน ...
เราไม่อยากให้ พลังในการใช้สื่อของ โมกุนสื่อ อย่างสนธิ ลิ้ม สามารถเข้าแทรกซึมความคิดได้อย่างสมบูรณ์ มีฉะนั้นมันก็จะไม่ต่างกับการที่ทักษิณเคยได้เสียงสนับสนุนจากพวกคุณเมื่อ 5 ปีที่แล้ว...
อย่าลืมน่ะว่าคนที่กำลังชักจูงคุณอยู่ก็คือคนที่ "สร้าง" ทักษิณเข้ามา ทั้งสนธิ /จำลอง....
ในช่วงตั้งแต่ทักษิณยอมแพ้ .. หนีลี้ภัยไปลอนดอน ... ก็เริ่มเห็นได้ว่า ม๊อบพันธมิตรมีความฮึกเหิม ... และเริ่มแสดงตนอย่างชัดเจน... เพื่ออะไร... การแย่งชิงมวลชนส่วนกลางเหรอ... ผมต้องถามว่าคุณเคารพความรู้สึกของคนที่ไม่ได้คิดเหมือนคุณมั้ย.... เพราะสิ่งที่คุณทำกำลังนำไปสู่สงครามกลางเมือง
ถ้าคุณคิดว่าไม่มีใครที่อยู่ตรงข้าม ... มันก็จะง่ายเกินไป ...
เท่าที่ผมเดา ...ถ้าผมเป็นสนธิจะทำอะไรบ้าง
จากความพยายามที่ผ่านมา เช่นการสร้างสมญานามใหม่ให้ เพื่อลดความศักดิ์สิทธิ์ของชื่อ ด้วยชื่ออย่างเช่น ทากสิน.. หรือ กระบังลม Trick นี้ใช้ได้ผลมามาก ก็เหมือนกับการที่ตั้งชื่อเล่นที่มีความหมายไม่ดีให้คนอื่นนั่นแล... มันจะทำลายความน่าเชื่อถือได้อย่างมาก ... ผมไม่เคยชอบเหมือนกันเวลาโดนเช่นนั้น ..
สร้างความเชื่อว่าทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกับพันธมิตร.... อันนี้ก็ง่ายๆ เพื่อให้คนไทย (ซึ่งขาดความมั่นใจ) กล้าที่จะแสดงออก และสำหรับพวกที่ยังตันสินใจไม่ได้ก็จะได้ "พวกมากลากไป"
เอาล่ะ ... step ต่อไปคืออะไร...
จะเป็นความพยายามแยกว่าใครที่สนับสนุนทักษิณเหรอ ... เพื่อลดฐานอำนาจทางธุรกิจ??? และให้พ่อค้าที่ลังเลหันมาสนับสนุนพรรคประชาธิปปัตย์ ซึ่งจะส่งผลตามมาด้วยการแตกสลายขั้วการเมืองของพลังประชาชน...
ความฝันของพรรคประชาธิปปัตย์ ที่จะสร้างระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย จากการชงรธน. 40 ก็เป็นฝันที่สลายเพราะพรรคทรท. เป็นม้ามืดกว่าที่จะคาดคิด
เหตุเพราะ พรรดไม่สามารถทำการสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มทุนใหม่ ได้ ...แต่เมื่อพลาดไปแล้วก็รอกันใหม่ .... จะต้องมีความพยายามยกร่าง รธนใหม่ ซึ่งจะคล้ายกับฉบับ 40 ซึ่งจะเปิดโอกาสให้คนอย่างทักษิณกลับขึ้นมาได้... อีก ดังนั้น มีหลายอย่างที่จะต้องทำคือ
1.ทำการเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข็ง เพื่อเป็นเกราะป้องกันต่ออำนาจที่ไม่ได้คาดฝัน ... ดังนั้นจะต้องมั่นใจว่ากลุ่มแกนนำพันธมิตรเดิมจะปล่อยอำนาจ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็น่าจะไว้ใจได้ภายใจ้เลื่อนไขที่แตกต่างกัน โดยอาจจะเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางตรงหรือทางอ้อม เช่นสัปทานทีวี ... การรักษาสภาพของรัฐวิสาหกิจ ... การรักษาระบบการแต่งตั้งนายทหาร
2. ทำให้การรวมตัวกันของกลุ่มทุนใหม่ออ่นตัวลง ... จะต้องมีการนิรโทษกรรม 111 คน ..เมื่อสามารถตัดสินเอาผิดทักษิณแล้ว ... และทำให้สมัครประกาศเอกราชทางความคิด โดยการกดดัง เช่นที่จะมีในวันอังคาร...แต่ก็จะทำให้รัฐบาลนี้อยู่ไปอีกหลายปี ดังนั้นสมัครต้องลาออก
3. ให้มีพรรคการเมืองที่เกิดจากนักการเมืองมืออาชีพ คล้ายๆ พรรคประชาธิปปัตย์ โดยอาจจะเป็นการเอานักการเมืองที่เคยอยู่พลังประชาชนให้แยกตัวออกมาตั้งพรรคใหม่ เพื่อป้องกัน และให้สามารถควบคุมได้ ..
โดยการกระทำเช่นนี้ต้องพยายามชี้ความแตกแยก อาจจะเป็นสาเหตุของการชูประเด็นเรื่อง gang of 4 ในรัฐบาลก็ได้ ในทางกลับกัน รัฐบาลจะต้องคอยแหย่รังแตน เพื่อทำให้กระแสการแก้รัฐธรรมนูญมีอยู่เรื่อย เพื่อกันไม่ให้ประชาธิปปัตย์สามารถเดินเกมส์นี้ได้
แต่ทว่า ถ้าไม่เป็นไปตามการคาดการข้างบนแปลว่า อาจจะมีการดำเนินการบางอย่างที่ใหญ่มากกว่าที่ ผม จะสามารถพูดได้ ...
ดังนั้นถ้าคิดตามเกมส์ข้างต้น ทักษิณจะรอ ระยะเวลาไม่ใช่ ปีหรือสองปี เกมส์นี้ต้องว่ากันเป็นระยะประมาณ 3-5 ปี ...ปัญหาคือ
ทักษิณพร้อมจะแตกหักแค่ใหน ดูเหมือนทักษิณจะรู้ดีว่าเมื่อแตกหักคงจะจบไม่สวยสำหรับตน ยกเว้นขั้นตอนบางอย่างที่เกิดขึ้นมาตลอดประวัติศาสตร์จะสามารถรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้น...
ดันนั้นถ้าทักษิณยอมจริง คุณจะได้ยินพันธมิตรบอกว่า ทักษิณยังไม่ยอก แต่เหตุการณ์ทั้งหมดจะจบในอีกไม่กี่ปี ...
แต่ถ้าทักษิณไม่ยอม.. พันธมิตรก็จะพูดเหมือนเดิมแล ... เพราะไม่มีศัตรูก็ไม่มีผู้นำ .. แต่ทักษิณจะรอจนถึงเมื่อโอกาสมา
โลกกำลังอยู่ในความเปลี่ยนแปลง .... แต่ทำไมไม่มีอะไรเลยที่ทำให้เชื่อได้ว่าการเมืองภาคประชาชนจะขึ้นมามีบทบาทเป็นอันดับแรก...
ไม่รู้ทำไมรู้สึกว่า ในช่องสองปีที่ผ่านมา เมืองไทยมันดูเหมือนจะพัฒนาไปใหนได้ยาก ...ไม่อยากอยู่แล้วหว่ะ ...
เคยมีความคิดที่อยากจะทำให้อะไรต่ออะไรมันก้าวหน้า ... แต่ดูเหมือนวัฒนธรรม สังคม หรือการเมืองมันทำให้ทุกอย่างยากโดยใช่เหตุ ...อยู่อย่างซื่อๆ ตรงไปตรงมาไม่ได้
ชีวิตในไทยเหมือนกับต้องอยู่ด้วยความกะล่อน ประจบ สอพลอ ... etc ต้องเอาความคิดไปใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ ... ไม่ fair
เอาเหอะ บางคนเค้าก็ชอบ ...น่ะ ... จะว่าไปเมืองไทยก็มีข้อดีข้อนึงคือ ... อย่างน้อย ไม่ต้องดิ้นรนเหมือนเพื่อนๆที่ไปนอก ดูๆ ไปคนที่เงินเดือน 18000 ตอนนี้เค้าก็อยู่ได้กัน .. เราคงไม่น่าได้น้อยกว่านั้น
เราก็คงจะอยู่ได้มั้ง ถ้าเรารับสภาพด้ว่า ก็อยู่เรื่อยๆไปเช่นนี้ ... อย่างพอเพียง ... จริงๆมันก็ดีน่ะสำหรับคนขี้เกียจ.....555
January 15 TITVมันก็ไม่น่าแปลกใจมากนักสำหรับการปิดตัวของ TITV .... ในวันที่ 14 มค....
แต่มันก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าช่องทางข่าวสารที่เป็นอิสระ (แม้ว่ามันคนจะไม่เชื่อว่ามันอิสระก็ตาม) จะไม่มีเหลืออยู่ ....
ลองพิจราณาดู ... มันจะเหลือช่องทางใหนอีกในแผ่นดินนี้ ... Internet เหรอ ,... ยากมาก ... อาจจะเป็นสาเหตุนึงที่บางคนไม่อยากให้ เทคโนโลยี 3G ในประเทศไทยเกิด เพราะจะไม่สามารถควบคุมชการสื่อสารได้
วัฒนธรรมไทย ไม่ได้เป็นวัฒนธรรมที่มีอิสระทางความคิด ... อาจะเป็นเพราะอดีตอันยาวนานก็เป็นได้ ที่ทำให้เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียมเก่าๆ
ถ้ามองลึกลงไป การที่เราจะระบุถึงต้นตอของการ "ขาดความอิสระ" ก็คงต้องยอมรับในข้อนึงว่า มันไม่ได้เกิดด้วยสาเหตุบางประการ แต่เป็นเพราะวิธีคิด และพฤติกรรมของคนไทยเอง ที่ทำให้ ... เกิดความคิดที่ว่า " มันดีกว่าที่จะคงให้เป็นอย่างนี้"
ในโลกที่พัฒนาไปสู่ user generated content เราก็เห็นได้ว่า มีหลายตัวอย่างเกิดขึ้นใทย .. เช่น "ผีกาก้า", หรือแม้กระทั่งรายการที่เป็น user generated ทางอ้อมเช่น แฟนพันธุ์แท้ ที่ใช้ทักษะเฉพาะของผู้แข่งขันมาเป็นวัตถุดิบ.. (อาจจะไม่ตรงนัก แต่ก็เห็นได้ว่าในตอนหลังรายการนี้เกิดเป็น community ไปแล้ว)
แต่ทว่า Content บางประเภทกลับถูกปิดกั้น ทั้งที่สิ่งเหล่านั้นส่งผลใหญ่หลวงกับสังคม เช่น ... การเมือง
เชื่อหรือมั้ยว่า ปัจจุบัน การเมืองกับสื่อลามกอนาจารมันเป็นสิ่งที่จะโดนขึ้นบัญชีดำพร้อมๆกัน
ลองดูตัวอย่างใน Camfrog สิ
1. ห้ามเกรียน (อันนี้เป็นปกติ)
2. ห้ามโชว์ ห้ามเห็น..... (รู้ๆ กันอยู่)
3. ห้ามพาดพิงสถาบัน หรือพูดเรื่องการเมือง ...... ที่เป็นการสนับสนุนความแตกแยกของสังคม .... !!!!
แล้วจะให้การเมืองมันพัฒนาได้อย่างๆไร ถ้าไม่มีการวิจารณ์ โดยส่วนตัวผมเคยชอบการวิจารณ์ของ สนธิ ลิ้มน่ะ .... จนกระทั่งมันเปลี่ยนไปเป็น ม๊อปพันธมิตร ....
การวิจารณ์ในเมืองไทย ในช่วงนึงมันก็เป็นความคิดที่ดี แต่ ไม่รู้ทำไมมันจึงเปลี่ยนไปเป็นการใช้อารมณ์ ... ผมว่าอารมณ์กับผลประโยชน์บางที่มันใช้ช่องทางแสดงออกร่วมกัน
การศึกษาประวิตศาสตร์ .... เท่าที่จำได้ .... วิชาอะไรก็ไม่รู้ ...... พึ่งมาสนใจก็ตอนหลังที่ได้ดูจากสื่อต่างชาติ ... ในมุมุมองที่ต่างกัน ประวัติศาสตร์เราชอบศึกษาแบบให้สอบได้ คือมีความรู้ ... แต่ไม่ได้เข้าใจว่าทำไมบุคคลเหล่านั้นถึงตัดสินใจ .... ถ้าจะมีก็ไม่เน้นเท่ากับสื่อต่างชาติ ... มันเลยไม่สนุก ...(นอนดีก่า)
ประวัติศาสตร์มันถูกเขียนโดยผู้ชนะ.....
ช่วงหลังๆ ได้ดูหนังหลายเรื่อง ที่น่าดูคือ "V for Vendeta","Children of Men",....
ทั้งลองเรื่องนี้เมื่อมามองย้อนกลับกับสถาณการณ์ในเมืองไทย ... ทำให้เห็นมุมมองที่น่าสนใจ (แค่มุมมองน่ะ )
ก็พอเข้าใจว่าทำไมการ censor ในเมืองไทยถึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในสายตาบางคนในช่วงเวลานี้ .....
ดังนั้น .... อีกนานกว่า ทีวีเสรีจะเกิด....
จะว่าไป ผมไม่ได้เกลียดชังอะไร .... แค่เห็นความไม่สมเหตุผล ....
จำได้ว่าตอนเราเรียนหนังสือ เราโดนบังคับให้ใส่ชุดนักเรียน ... เราก็อยากจะแต่งตัวตามที่ตัวต้องการ เพื่อสะท้อนความเป็นตัวเอง ...
แต่ตอนโต เอาเข้าไปแต่งตัวให้เหมือนกันทั่วประเทศ .....
ผมว่าตอนจบมันก็ไม่น่าแปลกใจอยู่ดีที่ ที่คนไทยชอบ และชินกับวัฒนธรรมแบบนี้ ... หรือระบบการปกครองแบบนี้ ...
ระบบที่ คน กลัวที่จะโดดเดี่ยว ... ต้องเกาะกลุ่มกัน ... เหมือนกับธรรมเนียมที่ทำให้ช่างกลตีกัน .... (แต่การที่ช่างกลตีกันคงจะเกิดจากการที่มี มือที่มองไม่เห็น ไปช่วย Manipulate ก็เป็นได้....)
ถ้าคนไม่ได้รู้สึกถึงศักศรีความเท่าเทียมของตัวเอง มันก็จะเป็นอย่างนี้แหละ
ซื้อเสียงยังไม่ได้ซื้อเลยใช้ความเกรงใจก็ได้ ... เกรงใจ ... เป็นสิ่งที่ถูกทำให้เป็นเหตุผล และเป็นเหตุผลที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย ...
ทำไมเราไม่กล้ามองและสรุปไปให้ตรงเลยว่า เราปกครองด้วยระบอบเดียวกับประเทศมาเลย์ ...
ภูมิใจไปเลยที่จะบอกโลกว่าเราปกครองด้วยระบอบ Absolute .... เราไม่มีความภูมิใจพอเหรอ ??? หรือว่ากลัวว่าฝรั่งเค้าจะมองไม่ดี
หรือว่ากลัวความมั่นคงทางเสถียรภาพเพราะรู้ว่าระบบนี้ มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเกินไป.... January 12 Synchronize & Ordering & Serializationมาถึงวันนี้ .... เมื่อวาน อายุ 25
แก่ล่ะ ... ตระหนักอ่ะไรหลายๆ อย่าง ...
โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา ... การทำเรื่องไร้สาระมากขึ้น ... ทำให้มีเวลามองตัวเองในอีกมุมมอง .... ที่ไม่ใช่ nerd มองตัวเอง....
สรุปว่า ... ได้รู้สึกถึงความว่างเปล่าของชีวิต.... วัตตะสงสาร
เราจะมีชิวิตไปทำไม ...??? ... เพื่อใคร ง่ายที่สุดคือ อ้างใครสักคน .... แต่ง่ายหลังจากนั้นคืออ้างตัวเอง
มูลเหตุของความเห็นแก่ตัว ... มันจำเป็นต้องมีเพื่อการดำรงชีวิต ... แบบมนุษย์ ... (ถ้าจะสันโดด ก็คงไม่จำเป็น)
ปลงหว่ะ .... ไม่ดีเลยยิ่งปลงยิ่งขี้เกียจ....
คนที่ไม่ต้องการอะไร จะสามารถไขว่คว้าอ่ะไรได้....
ความต้องการเรื่องปากท้อง ... หากไม่มีปากไม่มีท้องก็ไม่ต้องการ แต่ถ้าต้องพยุงสังขาลนี้ต่อไป ก็ต้องอยาก ต้องได้...
ต้องคอยรักษาความแข็งแกร่ง เพื่อเอาชนะผู้อื่นอยู่เสมอ ... เพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อเอาชนะแต่เพื่อรักษาโอกาสที่จะอยู่รอด...
คิดว่า ข้างหน้าจะเป็นชีวิตจริงๆ .... ขี่หลังเสือ ...
พักมา จนจะพอแล้ว .... กลับไปขี่หลังเสืออีกรอบ .... เอาสิ่งที่สั่งสม .. เอาบุญเก่าที่ยังพอจะเหลืออยู่ ... ใส่เต็มตัว ....
แวะมาเรื่องชีวิต ความรัก .... เข้าใจอีกอย่างคล้ายๆ กับนิยายฝรั่งบางเล่ม.... มันไม่มีความรู้สึกที่ศักดิ์สิทธิ์.....
แล้วมันคือผลประโยชน์หรอกเหรอ ..... อึม ...ทำไมในช่วงที่ผ่านมาภาพที่เห็นมันเป็นอย่างนั้น .. แล้วมันจะอยู่กันได้นานมั้ยนั่น ... ทนกันไป...
... วันนี้ ประชุมแลป ... ปัญหาโง่ๆ ที่ทำมาหลายอาทิตย์ ออกด้วยคำพูดของ อ. และเพื่อน เพียงสองประโยค... ที่ไม่ได้เป็นการตอบอะไรที่ตรง.... มัน ไปกระตุ้นส่วนใหน ก็ไม่รู้ ... แต่ออก
แล้วก็เลยประกาศไปว่า เนี่ยเกิดจากไม่ได้เรียงลำดับการคิด ....
ตัวแต่ ม.3 เป็นต้นมา ถือคติว่าพยายามคิดแบบขนาน จึงจะเป็นทางที่พอจะสู้กับคนอื่นได้ (กลับทางกับแนวคิดตามปกติ)
แต่ทว่าความคิดแบบขนานมันจะทำให้เกิดขยะเต็มไปหมด ....
ถ้ากูเป็นเป็นคิดแบบ อนุกรมเมื่อไร ... มันจะเกิดวิกฤติศรัทธรา อย่างหนังแน่ๆ .... เหอๆ
ข้างบนก็เป็นส่วนนึงที่หมักอารมณ์ความรู้สึกต่างๆทิ้งไว้ .... ท่าทางจะเริ่ม แปลงอนุกรมได้แล้วแหละ ... น่าจะพอรับความรู้สึกตัวเองไหวล่ะ ...
.................................................... ระบายสักนิด อยากจะ commitment ไว้หน่อย
December 10 ปรัชญาวันนี้ สั้นๆ
Lemma
"ความฝันคือสิ่งที่ไม่เป็นทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต"
Such that.
"ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด" (ยืมเค้ามา) November 21 งานแต่งงานวันนี้ไปงานแต่งงานมาสองงาน
งานแรกก็ของพี่โอ๋ (ลูกพี่ลูกน้อง ห่างๆ 2 step) ที่เคยฝึกสอนอยู่ที่สาธิต .. ในที่สุดพี่เค้าก็เป็นฝั่งฝาซะที ... แล้วก็ต้องรีบจ้ำจากสนามเสือป่าไปยังราชดำริ (พระพรม) ไปอีกงานหนึ่ง
เนื่องจากงานแรกเป็นงานญาติๆ ก็ไม่มีอะไรมาก ก็อาจจะมีแค่ความสงสัยว่าทำไมญาติกูเยอะงี้ว่ะ ....ถ้านับจากรุ่นพี่น้องของปู่ จะมีลุงกับป้า ประมาณ 30 คน ลูกพี่ลูกน้องรุ่นเราร้อยกว่าคน ถ้านับ4 ฝั้งก็ล่อไปประมาณ 400-500 คนได้..... ใครบ้างว่ะเนี่ยกูเคยรู้จับบ้างป่ะ... เพื่อนกูป่ะ ....(โชคดีที่ไม่ได้เจ้าชู้มากไม่งั้นอาจจะเซ็งๆ ได้)
งานต่อมาที่เกรน ไฮเอท ก็เป็นอีก theme นึง งานนี้สังเกตได้ว่าวางแผนมาดี ไม่ต่ำกว่าปี เพราะวันนี้เป็นวันฤกษ์ดีมีคนแต่งงานเพียบจนจะหาที่แต่งกันไม่ค่อยได้ ... แต่งานนี้สามารถจัดในโรงแรมกลางเมืองได้...ก็ดี แล้วก็มี organizer จัด มีพิธีกรมาเป็นโฆษก อย่างหรู ..... ก็ดีน่ะ.. จัดการดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
เอาล่ะ จริงๆ ที่บ้างก็รู้จักกับครอบครับนี้มานาน เกิบ 20 ปี ไปเที่ยวด้วยกันมาหลายครั้ง แล้วก็เมื่อปีที่แล้วครอบครัวเค้าก็พาบ่าวสาวไปดูใจกัน เราก็ไปเที่ยวกันพอดี โดยไปที่งานพืชสวนโลก.... เราก็เลยคิดว่าเค้าคงวางแผนตั้งแต่ตอนนั้นแล้วแหละ....
ที่น่าสนใจคือ คู่นี้เค้ารู้จักกันมาเป็นสิบปี .. ตั้งแต่เค้าอยู่ปี 1 ที่ธรรมศาสตร์ ... จนจบ ป.โท โห... นานจัง
เห็นแล้ว .... อึม ...
มันก็ดีเนอะ ถ้าคบกับใครมานานๆ ....... ได้
เราเองก็จมอยู่กับเรื่องเดิมๆ มานานแล้วนับไปก็สิบปีเหมือนกัน.... (555 ยังขำได้)
ไม่เชื่อว่าตัวเองจะไม่มีทางเลือกน่ะ ...แต่การที่คนเราจะคิดถึงใครมันสามารถเอาโลจิก เหตุผลมาควบคุมได้เหรอ .... ถ้าทำได้ก็คงไม่มาบ่นล่ะ ....
ลึกๆ พยายาม หนีๆๆ หนีไปได้ 4 ปี พออยู่ปี 4 ก็กลับเป็นเหมือนเดิมอีก .... พยายามคิดว่าตัวเองชอบใครคนอื่นมันก็ไม่ค่อยจะสำเร็จซะที....
แล้วจิตใต้สำนึกก็ดึงกลับมาที่เดิม ..... กลับมาตรงนี้ .... แน่นอนว่าปีนี้ผมคงต้องจบป.โทให้ได้อีก ....
ก็มีเพื่อนๆ ทั้งฉุดกระชากพยายามเตือนสติน่ะว่าเอาชีวิตไปผูกกับใคร ... พูดง่ายพยามทำมานานล่ะ
..... เข้าไปในงานแต่งงาน ตอนนี้ คำตอบที่เตรียมไว้ประจำคือ" อีกนานครับ" .... 555
เพราะคำถามมักจะเป็น "ฤทธิ์ ดูไว้น่ะ ...เวลาฤทธิ์แต่งงาน".... เหอๆ
ความกดดันน้อยๆ มันมีน่ะ ...แต่กล้าพนันเลย ว่าน้องๆ (ลูกพี่ลูกน้อง) แต่งก่อนพี่มันแน่ .... ดังเป็นคนโตของตระกูลหนิ เวลาเค้าบอกว่า อาม่า อากง มีเหลน ... บลาๆๆๆ
ขำๆ อย่าคิดมาก เพราะเท่าที่ดูน้องทุกคนนี่ เก่งๆกันพอดู... ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก
แต่ลึกๆแล้วคือ รู้สึก เสียดายที่ไม่รู้คุณค่าของ ..... ไม่รู้จักดูแล .... ไม่คิดว่าจะมีความสำคัญขนาดนี้ ....
เคยคิดว่างานเป็นใหญ่ ....แต่ ไม่ใช่น่ะ.... ทำงานไปเพื่อให้ได้รางวัล แล้วได้อะไร..... ได้รางวัลได้โอกาส...
แต่มันก็เหมือนกับขับรถหน่ะ... พอได้ขึ้นทางด่วนรถแรงขึ้น.... มันก็จะไม่ได้ชมวิวรอบๆ .... ต้องพุ่งเป้าไปยังข้างหน้าอย่างเดียว แล้วก็ เลย.......... ที่หมาย ....ในที่สุด น้ำมันหมด..... ก็จอด.... จบ
ผมยังคิดเลยน่ะ... ว่า What If... (ซึ่งมันไม่ควรจะไปเสียเวลากับความคิดนี้มาก แต่อดคิดไม่ได้)
ว่าถ้าเกิดกูเอ็นติดที่จุฬา หรือ หนักสุดคือวิศวะจุฬา.... หรือ รักวิศวะจุฬามาก.... จนยอมเลือกให้สำรวจอยู่อันดับสองรองจากภาคปกติ แล้วเอาลาดกระบังไปอยู่อันดับสามจะเป็นยังไง
ชีวิตจะไปอีกทางหนึ่ง ..... แน่ๆ I am |||||Sure|||||. (แต่ไม่รู้ว่าทางใหน)
รู้สึกเสียเวลาไป 1ปี กับ DotA .... yeddddd Another tool for Escaping from Reality.
ลึกๆ คือ ไม่อยากไปรบกวนเค้า ... มันนานมาแล้ว ... แต่ความคิดถึงมันก็เป็นอีกเรื่อง....
555 .. ไอ้บทความที่แล้ว โดนบลาฟไปไกลเลย .. แต่ตอนนี้ก็ คิดได้มากแระ เพราะคงได้มีเวลาคิดมา 1 ปี....
หวังแค่ว่า คนๆ นั้นจะสงสารเราเนอะ..... แต่เราก็คงต้องเดิน ไป ซึ่งทางข้างหน้า ใครที่จะเดินไปกับเรา ....
ได้แต่หวังว่า จะมีเพื่อน สักคนสื่อ.... ความรู้สึกไปให้ได้ แต่อีกใจนึงถ้าสื่อไปแล้วเป็นการรบกวนก็ให้มันอยู่ที่เราก็พอดีกว่า.....
สรุปว่า 10 ปีแระ..... แต่ถ้าถามว่าจำความได้เมื่อไรก็ประมาณ 18 ได้แระ จริงๆ น่ะ ภาพของเพื่อนตอนป. หนึ่งมีแค่ไม่กี่คนเองที่ติดตา....... ประมาณว่า ครึ่งหนึ่งของชีวิต .....
ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ... แต่ ขอความหวัง ... และเป้าหมาย ....
สรุปว่า.... อยากให้คนนั้นรู้ว่า ผมอดคิดถึงไม่ได้ .... แต่ก็ไม่อยากรบกวน และก็รู้ดีว่า หลายปีที่ผ่านมาความรู้สึกนี้มันยังอยู่ ... เสมอ....
....ปล..... บอกเกือบจะตรงๆ กันแล้วเพื่อนๆ ก็ปราณีผมหน่อยน่ะ.... จะเผากัน ก็บอกแต่ขอ 1 วงเหล้า... แล้วพวกเอ็งจะเผาไรก็ตามบายคับ...
November 13 ค้าความยอมรับอย่างหนึ่งว่าเป็นคนค้าความไม่เก่ง ... โดยเฉพาะเรื่งเทคนิกส์ในการพูดไม่เก่ง ... อย่างว่า ถ้าดูจากที่บ้าน ทั้งพ่อและแม่ไม่มีใครเลยที่มีญาติเป็นทนาย ฝั่งพ่อผมออกไปทางนักธุรกิจ คำนวณ บัญชีมากกว่า ส่วนทางแม่ก็ออกไปทางศิลปะมากกว่า ... ไอ้ครั้งจะใช้ชั้งเชิงก็คงไม่ได้เก่งแบบคนอื่นเค้า ภาษาไทย ก็ไม่ได้ซึมซับมากนัก ... อยู่ในบ้านก็มีกันแค่เนี้ยไม่ได้อะไรกันมาก .... ตรงนี้คงต้องปรับปรุงอย่างหนัก เสมือนเป็น overhead อย่างแรง แต่อย่างว่า อยู่ในเมืองไทย เมืองแห่งการค้าความ มันก็คงจำเป็นล่ะว่ะ .... คนไทยค้าความเก่งจริงๆน่ะ ... November 12 เกือบจะจบบทแรกจะว่าไปก็ไม่ได้เป็นบทแรกเท่าไร ชีวิตคนเรามันมี "บท" ต่างๆ ผ่านไปตลอดเวลา....
แต่ที่เป็นบทสำคัญเนื่องจากชีวิตที่ผ่านมา ไม่ค่อยจะสนใจเรื่องทางโลกมากนัก ... สนใจแต่เรื่องทางศาสตร์ จนเริ่มคิดว่าต้องหยุด ... ความขยัน บ้า งาน ไว้ คือต้องตั้งใจหยุดจริงๆ ....
พอ หยุด ปู๊ป มันก็เหมือน เกิด after shock ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต รอบตัวเราก็กระแทกเข้ามาเต็มๆ ... ทำให้รู้ตัวว่าได้พลาดอะไรไปอีกบ้าง ... ชีวิตเรามันไม่ได้ต้องมีแค่ความสำเร็จ ทำทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมาย ... เหมือนกับที่เคยได้ยิน อ.ประภาส พูดไว้ .... ซักประโยค .. จำไม่ได้เปะตามสคิป แต่ที่แน่ๆคือ ชีวิตเรา โดยเฉพาะชีวิตนักวิจัย ถ้าเราเอาตัวไปผูกกับงาน เมื่องานมันจบ มันจะเหมือนกับโลกใบน้อยนี้แตกสลายไป
พูดถึงชีวิต แบบนักคิดหรือวิจัยที่ไม่ค่อยได้ดีลกับคน มันเป็นโลกที่คุณต้องปล่อยเวลา เต็มร้อยให้กับงาน... เพื่อบังคับคุณให้พยายามทำลายอุปสรรค กำแพงต่างๆ ให้ได้ และให้รู้สึกว่าเป็นทางเดียวของชีวิต (ทั้งที่ทุกคนรู้ดีแหละว่ามันไม่ใช่ .. ชีวิตมันยังพอมีทางเลือกเสมอ)
พูดถึงการแบ่งเวลา หลายคนอาจจะแย้งว่า ไม่ เราต้องแบ่งเวลาสิ ... แต่ยากที่เมื่อศาสตร์มันเป็นศิลป์ มันยากที่จะแบ่งเวลา .... obsession เป็น feel ในการทำให้เกิดความรักกับงาน หากระดับของศาสตร์เข้าใกล้ความเป็นศิลป์ ศาสตร์ย่อมต้องอาศํย .... ตามนั้น...
อย่า เอา งาน มา เป็น ข้ออ้าง ในการหนีความจริง .... งานเป็นเหมือนสิ่งเสพติด โดยเฉพาะคนที่โชคดีได้ทำงานในสิ่งที่รัก .... บางทีเมื่อเราไม่สมหวังอะไรบางอย่าง หรือสูญเสียอะไรบางอย่าง เราอาจจะหลีกหนีความจริงและความสับสนโดนเอาชีวิตไปผูกกับงาน ปล่อยให้ยุ่งไปวันๆ เพื่อให้วันพรุ่งนี้รู้สึกมีคุณค่า แต่ความจริงมันไม่ได้แก้ปัญหาอะไร เพราะเราดันลืมให้เวลากับตัวเองเพื่อเข้าใจสิ่งนั้น และยังก่อปัญหาตามมาคือลืมที่จะคิดถึงตัวเอง ... เพราะเอางานเป็นใหญ่ในชีวิต ....
อย่างที่เค้าว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จในศาสตร์อาจจะไม่ประสพความสำเร็จในชีวิต ......
อาจจะเผลอทำปล่อยสิ่งที่รักหลุดลอยไปแล้วหนีไปจมปลักอยู่กับ งานๆๆๆๆ ด้วยความทะนงตนว่าเราไม่ได้รู้สึกอะไร .... แต่ภายใต้จิตสำนึกกลับสร้างแปลงปัญหาทุกอย่างให้เป็นจิตภาพที่เหมือนสนิมในเนื้อเหล็ก ....มันคงไม่แตกร้าวหรอก ... แค่ว่าเมื่อวันใหนที่ต้องรับแรงกดดันหนักๆ มันอาจจะหักได้ทุกเมื่อ ....
ยังดีที่ได้มีโอกาสมานั่งส่องหาสนิมใต้ก้อนน้ำแข็ง .... เพราะถ้าตอนนี้ไม่ได้เรียน ป.โท แต่ต้องกลับออกไปทำงานก็คงจะบ้างานไปจนรู้ตัวอีกทีเมื่อไรไม่รู้ ... และก็เชื่อว่าการตัดสินใจเรียนต่อแถวนี้ และกลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่รู้สึกว่าเดิมๆ มากๆ มันทำให้เราได้เห็น ด้านต่างๆได้ชัดเจน ....
ขั้นตอนทางอารมณ์ ..... แม้มันจะเป็นสถาณะทางเคมีของสมอง แต่การครอบงำทางอารมณ์โดยอาศัยหลักการตรรกะต่างๆ มันก็ไม่สามารถบรรลุได้ ... มันต้องผ่านขั้นตอนทางอารมณ์ ผ่านการเปลี่ยนสถาณะต่างๆ จนเข้าใจ มันต้องให้เวลากับมัน .... หากไปผ่านขั้นตอนเหล่านั้น มันก็เหมือนกับการอ่านหนังสือแต่ไม่ได้ฝึกฝน .... ปัญหามันก็แก้ได้โดยการท่องจำเข้าปาย ....เพียงแต่ว่ามันยากหน่อยที่เหตุปัจจัยต่างๆจะเอื้ออำนวยให้ปัจเจกหนึ่งได้รับประสบการณ์ที่เป็นขั้นตอนนั้น .... คงไม่ต้องมาแข่งกันน่ะว่า ใครจะมีความฉลาดทางอารมณ์หรือเข้าใจปัญหาได้เร็วกว่ากัน ไม่รู้จะวัดกันไปทำไม
ปัจเจก ..... ในวันนี้ต้องยอมรับว่าโลกแห่งปัจเจกเป็นจริง .... มันไม่ได้มีความหวังบนโลกอันสวยหรู ทุกอย่างอยู่บนความเป็นปัจเจก .. สำหรับผม แม้แต่ในร่างเดียวกันยังสามารถรู้สึกถึงหลากหลายปัจเจกที่ประสานกัน ... อันนี้อาจจะเป็นโรคส่วนตัว
ความคาดหวังว่าโลกนี้จะ ตรงไปตรงมา หรือปราศจาก... อะไรต่ออะไร เหมือนกับการสนทนาของปัจเจกภายในร่างกายเดียวกัน .... สรุปอีกนัยหนึ่งคือ ไม่ควรเปิด speaker phone ให้โลกรู้ว่าปัจเจกภายในสื่อสารกันยังยัง หรือไม่ควรต่อสายตรงกับคนภายนอกให้คุยกับปัจเจกภายในโดยตรง เพราะคนอื่นเค้าจะไม่เข้าใจภาษาที่คุณใช้ .... คุยในกันร่างเดียวกัน .... นั่นหล่ะ
อยากมีคนที่สามารถต่อสายตรงได้ ไว้ใจพอที่จะต่อสายตรงได้ .... ปราศจากการเข้ารหัส .... อันนี้ยิ่งยาก
จบแค่นี้ ลึกซื้งเกินไปแระ October 25 My Internal Processช่วงหลังนี้พักเรื่องการเมืองไปเยอะ ... เพราะ มันไม่มีอะไรจะให้ลุ้นแล้ว(หมดหวัง) กับเห็นอนาคตชัดๆ ว่าจะเป็นยังไง
แต่อันที่จริง การเมืองมันเป็นเพียง endophin เอ๊ะ alcohal มากกว่า ที่ทำให้ลืมๆ อะไรบางอย่างไปชั่วขณะ ... ลืมเป้าหมายที่แท้จริงไป
พูดถึง ระบบองสมอง ... ที่จริงเวลาเราหลับตา เมื่อสมาธิเกิดก็จะทำให้พอ ที่จะรู้ได้ว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยอย่างให้เกิดสมาธิมากนัก เพราะมีหลายสิ่งที่รู้แต่ไม่อยากรับรู้
Windows มันสามารถที่จะกด cntl + alt +del ได้เพื่อดูว่าขณะนี้มี process อะไรอยู่ในหัวบ้าง อันที่จริงสามปุ่มนี้มันคือปุ่ม restart แหละ .. บางทีเราอยากให้มันเป็นปุ่ม restart แต่ทว่า ชีวิตคนเรามันไม่ได้ restart ได้อย่างนั้น เพราะเราเหมือนอยู่ในเครือข่ายที่ต่อให้เราปิดเครื่องไป ข้อมูลที่อยู่ที่ต่างๆ มันก็ยังอยู่เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน....
เลยปริ้น internal process ออกมาดู..
เป็นตามนี้ ...
ปัญหามันอยู่แค่ ไอ้ process ที่มันกินเยอะๆ เนี่ย มันติด Data Request Loop .. และโดนแต่ NAK ดังนั้นความหวังมันอยู่ที่ การติดต่อผ่าน Proxy
ซึ่งมันจะทำตัวเหมือน Proxy ICT ก็เท่านั้น.... October 24 ทำไมเสนาะถึงชอบวงแตก ... (เหมือนจะการเมือง)ดูท่าการจับมือสามพรรคการเมืองไทยที่ประกอบด้วยประชัย เสนาะ และสมศักดิ์ จะทำให้คง งง กันไปมา ... จะบก.หนังสือพิมพ์บางเล่มแทบจะเอามาพิมพ์ซำได้บ่อยๆ เหมือนกับเรื่องบ้านทรายทอง ...แต่ครั้งจะเอาชื่อบ้านทรายทองมาเล่นใหม่ตอนนี้ก็อาจจะโดน กวบ. แบนเอาง่ายๆ เพราะดารานำเกี่ยวพันกับอำนาจเก่า .. ดูสองเรื่องมันเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกันยังไงไม่รู้...
เอาทว่าแม้ว่า การเมืองไทยจะเปลี่ยนมาทุกยุคทุกสมัย แต่ในวันนี้เราก็ได้เห็น ไดโนเสาร์ตัวเป็นๆ คืนชีพ ... จูราสสิกพาร์คยังอาย ... ไม่ต้องไปถ่อหาไข่ไดโนเสาร์ถึงขั้วโลก เพราะวันดีคืนดีก็มี ควาย ช่วยกันไถ จนบนว่ามันสามารถหาตัวเป็นได้ในท้องนาของสยามประเทศนี่เอง
ไดโนเสาร์ตัวหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังพรรคต่างๆมา มากมาย ถ้าจำกันได้ ไดโนเสาร์ตัวนี้ แม้จะเป็นบรรพบุรุษของสัตว์สมัยใหม่ แต่ก็ยังมีวิวัฒนาการข้ามกับ Arthropoda อีกด้วย ... คล้ายๆกับ spider man น่ะ... ทำให้มีความสามารถในการชักใย เพื่อนขึ้นมา
แต่เนื่องจากภาพลักษณ์อันดูดีและบุคลิกที่คล้ายคลึงกันของ specie นี้... ทำให้ไม่ค่อยอยากจะเสนอะหน้ามากเท่าไรชอบอยู่แต่เบื้องหลังดังนั้น โดยปกติก็มันจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นพวกสนับสนุนการเกิดของสิ่งมีชีวิตอื่น ทั้งในสายพันธ์และต่างสายพันธ์
แต่ไม่กล้าออกหน้าเอง .... สิ่งมีชีวิตสายพันธ์นี้ สามารถพบได้ทั่วไป ... และต้องคอยตระหนัก ว่า อย่าไปทำให้มันขุ่นเคืองใจ เพราะสิ่งมีชีวิตนี้มันจะเป็นสิ่งใกล้สุดที่คุณพึ่งได้และคุณก็จะไว้ใจ ...... ถ้าหากขุ่นเคืองใจแล้ว ข้อมูลสำคัญที่คุณได้รับอาจจะโดนบิดเบือนและถูกนำไปให้กับอีกฝ่ายได้
Encrypted Mind. October 21 Hongkong&Shenzhen 2วันต่อมาก็ข้ามฝั่งไป ShenZhen ครับ เพื่อไปเยี่ยมชมตลาด Electronics กับ งาน China Hitech Fair. แต่เนื่องจากทั้งคณะ ไม่มีผู้ใดสามารถพูดภาษาจีนได้ ... โชคดีที่มีนางฟ้ามาโปรด ..
ไปลุยกัน... !!!
เริ่มต้นก็ทางเข้าตลาดครับ ... ตึกใหญ่น่ะเนี่ย ใหญ่กว่าบ้านหม้อ...
ก้าวแรก ... ตื่นตา
CCD น่าจะเป็น CMOS ของ ST !! วางป็นถาดๆ (คิดในใจว่าเอาไปทำไรได้เนี่ย)
อึม... CPU & GPU อันขวาล่างเป็น Nvidia Quadro FX3000 วางงี้เลย....
CPU ในความทรงจำ Cyrix-586
เออ... CCD อีกแระ ... มีเบอร์บอกด้วยเว้ย ... (ชักจะไม่คิดว่าเอาไปทำไรได้ล่ะ)
PowerPC + Volume ราคาแพง....
!!! อีกตึก !!!
กล่องคร้าบ ... มีตรึม ซื้อได้เลย... เป็นบ้านเรานี่ได้แต่ฝัน หรือไม่ก็ต้องสั่งรีดเป็น ตัน
RF Transistor หายากน่ะเนี่ย Westech ยังอาย
OptoIsolator เยอะเจงๆ มี .. ไอ้พวก 4Nxx นี่ เป็นของหายากน่ะครับ แถวนี้เค้าเล่น TLP เร็วๆ
แหะๆ .. Intel Inside ... จิงๆ
ทั้งถนน นี้เป็นร้านขาย electronic ซะส่วนใหญ่ .. และที่เห็นคือเด็กเดินของ...
ข้ามถนน เสี่ยงตาย
ใครอยากเช่า office บ้าง...
Yet Another CCD Shop ... จะหาแบบใหนมีหมดคร้าบ ...
Sensor + LCD +....
mp4 player Platform ซื้อเป็นใส้ๆ มือถือก็มีน่ะ ... เอาไปทำ OEM กันให้กระจาย
ตึก + LED
ตึกที่เป็นเลนมาร์คกันหลง.... + LED
คณะผู้แสวงบุญ และ ไกด์ ผู้น่ารัก
Central มีสาขาด้วยแหะ แต่ไม่รู้ว่าแรงดึงดูมันเปลี่ยนหรือยังไง ลูกศรมันเลยเอียงๆ
ยามราตรี +LED
วันต่อมาก็ต้องจาก ShenZhen มายัง Hongkong
ก็มาดูงาน Hongkong Electronic Fair คิดว่าจะหมด Surprise แล้ว แต่ปรากฏว่า เข้าไปเจอร้ายขาย LED มากกว่าเดิมอีก เป็นสิบร้าน มีร้านขาย LCD อีกตรึม อยากได้แบบใหนมีหมด
แล้วก็เดินผ่านร้านคล้ายๆ Loft ที่ตึกใกล้ๆ ... งงครับมี DMM กับ Scope ด้วย....
สรุปว่าทริปนี้เป็นทริปที่สนุกที่สุดเท่าที่เคยไปมา มีเรื่อง เกิดทุกเม็ด ฮากันตลอดและคุ้มค่าจริงๆ ....
หวังว่าจะได้ไป Shenzhen ใหม่ในเร็วๆนี้เนอะ .....
HongKong&ShenZhenเมื่อวันที่ 12-16 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไป HongKong กับ Shenzhen กับเพื่อนๆ ซึ่งประกอบด้วย เป้ เอม พี่ปั๋ป แล้วเพื่อนจองเอมจากสจพ. อีกสองคน
ที่ไปก็เพราะตั้งใจจะไปดูงาน Fair ถึง 3 งาน ด้วยกัน คือ Hong Kong Electronics Fair,China Sourcing Fair Electronics & Components และ China Hitech Fair.
ภายในระยะเวลา 4 วัน 3 คืน ... กะจะเดินกันให้เต็มที่
ไฮไลท์อีกอันคือ การไปเที่ยว ย่างตลาดอิเล็กทรอนิกส์ หรือบ้านหม้อ ของ shenzhen ... อยากไปมานานแล้ว จะได้ไปซะที อยากจะลองไปหา part เจ๋งๆ ถูกที่หาในไทยได้ยาก... ก็ได้ไปตามความตั้งใจล่ะ
พอได้ไปถึงเริ่มต้นที่งาน China Sourcing Fair Electronics & Components ก็ตื่นตาตื่นใจ ได้เห็นของเจ๋งๆ ... พอเข้าไปในงานสิ่งแรกที่เห็นก็หนีไม่พ้น iPod จีน
Connector มีให้เลือกทุกแบบ.... ทุกสี
เดี๋ยวนี้เมืองจีนเค้าก็ design ทันสมัยแล้วน่ะ ... ที่เป็นเป็นวิทยุ แต่มี Bluetooth ด้วยน่ะตัวล่ะไม่กี่ร้อยเอง..
อันนี้เน้นแนว คลาสสิกหน่อย
มีเสี่ยกำลังเจรจา...อยู่
แมวกับสายไฟ
มาดูลำฌพงยี่ห้อ BOSS กัน
อึม สวยเนอะ
Design เก๋ๆ
LED Strip บอกได้เลยว่าเยอะมากๆ
LED ดวง หย่ายๆๆ
ที่ผ่านมานั้นเป็นของงานเพียงงานเดียวที่ไปเดิน ... ยังมีอีกสองงานเต็มๆ เดี๋ยวมา up ต่อค้าบ September 25 First Drop(W) of my life...หัวข้อ ... ตามนั้น ดร็อปครั้งแรงในชีวิต เสียสถิติ .... ที่ทำมา รู้สึกแย่มาก.. แต่ไม่ถึงขั้นอกหัก....
ตั้งแต่เรียนมา ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาดร๊อปครั้งแรกตอนเรียนป.โท ..... ยิ่งทำให้อนาคตการเรียนป. เอกชัดเจนขึ้นเยอะ...
ถามว่า Drop วิชาอะไร ... ก็ยิ่งเป็นวิชาที่ไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตจะดร็อป คือ Algorithm
ทำไมเพราะมันเป็นวิชาที่ชอบมาตั้งแต่ม.ปลาย ถามว่ารู้เรื่องมั้ง ก็คิดว่าน่าจะรู้เรื่องบ้างน่ะ อย่างน้อยไม่ได้เข้าค่ายคอม O แต่ก็ต้องสอบภาคปฏิบัติซึ่งขาดไปประมาณ คนสองคนมันก็น่าเจ็บใจอยู่ (จำได้ว่าน้องขวัญ (ไม่ใช่คุณขวัน(ภาวิณท์))(สมมณ... มั้ง สะกดผิดขอโทษด้วย))จะเป็นคนสุดท้ายและเราต่อมาอีกไม่กี่คน.....
ถามว่าเซ็งมั้ย ... เซ็งดิ .... เพราะถ้าให้คิดวิชาที่ผมมีโอกาสดอปมากที่สุดมีอะไรบ้าง.... เอาล่ะแบ่งเป็นสองประเภทคือ
1. วิชาที่ทำได้ไม่ลื่น คือเลข อันนี้ มีปัญหาเยอะหน่อยเพราะอะไร ..... อึมคงเป็นเพราะไม่ค่อยทำโจทย์มั้ง (พอขยันทำก็รอดมาได้)
2. วิชาที่เผอิญมีเหตุที่ให้คะแนนสอบไม่ดี ซึ่งเท่าที่เรียนมา มีหนักๆ ก็คือ Statistic สถิตินั่นแหละ ... สาเหตุน่ะเหรอ ... ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้อง (แต่อยากเล่า) เนื่องจากว่าถ้าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆที่สาดกระบัง ... โดยเฉพาะเพื่อนห้องจำกัดได้ ห้องสอง เคยทำโต๊ะห้อง ... (อาจะมีเพื่อนที่อื่นมาอ่าน แปลให้ว่าโต๊ะกรุ๊ป) แล้วทำไม... มันร้อนเพราะต้นไม้ที่โต๊ะมันตาย (ถามว่าตายเพราะอะไร อึมคงจะเป็นเพราะ Fe+ ใน FeSO4 แต่ FeSO4 ไปอยู่แถวนั้นได้ไง ..อันนี้ขอข้าม) อ่าดังนั้นเราจึงมีมติที่กล้าหารคือ สร้างกระต๊อปที่โตะห้องซะเลย ... อ่าเด็ดดวง.. ผ่านไปประมาณ 1 week... สั้นๆว่าผ่านไป 1 week คณะบดีมาเห็น สั่งรื้อ .... เครียดดิคร้าบ... เพราะเป็นคนเดินเรื่อง แต่ week นั้นเป็น week สอบพอดี (ฮ่าจังหวะดีจิง) ซึ่งหนังสือคำสั่งมาวันที่จะสอบ สถิติพอดี อ่านเหรอครับ... อย่าไปนึก เรียนอ่ะป่าว ... ยังไม่เคยเห็นหน้า อ. ก็ชิบหายตามฟอร์ม.... อันนี้ทำให้เกือบดร็อปเพราะคะแนนกลางภาพประมาณ 20% แต่ก็ไถต่อรอดมาได้ที่ D+ / C นี่แหละ
ดังนั้นทั้งหมดจึงไม่น่าจะเกิดกับวิชาอย่าง อัลกอ... แต่ถามวาทำไม
ok สาเหตุเบื้องต้นสาเหตุหนึ่ง สาเหตุลึกๆก็อีกอันและที่หนีไม่พ้นคือสาเหตุที่ซับซ้อนพอๆกับจะรับร่างหรือไม่นั่นแหละ
1. อันแรก คะแนนสอบกลางภาค ห่วยเหี้ยๆ (ขอคำแรงๆ) ถามว่าได้เห็นข้อสอบแล้ว ที่ชัดๆ คือท่านอ.สมชาย ก็กรุณาให้คะแนนผมซะเต็มที่คือ แกพยายามให้ทุกจุดที่พอจะให้ได้ ... (ถ้าเป็นผมตรวจเอง คงแจกไข่ไปแล้ว) แล้วทำไมถึงทำไม่ได้ ... บอกได้เลยว่า โคตรเครียด ... ในการทำอะไรที่เกี่ยวกับอัลกอ ไม่ควรเครียดครับ ... ทุกคนน่าจะรู้.... เหมือนตอนที่เรียนปีหนึ่งสอบคอมพ์ แม้ว่าผมจะไม่ได้เก่งอะไรแต่ก็จำได้ว่าตอนนั้นกำลังมันส์ ได้ทุกเม็ด จะออกจากห้องสอบวิชา programming ที่ยังไม่รู้เลยว่าใครสอนกรู อ.คุมสอบก็ยังไม่ให้ออก แถมด้วยการสั่งให้พับแขนเสื้อซอป แล้วกรูต้องมานั่งรอเพราะมันแค่ 30 นาทีแรกจากสักไม่กี่ชั่วโมง ... อันนี้คือเหตุของความเซ็ง ที่สามารถทวีคุณความคเรียดให้ไม่สามารถหา เลข อนุกรมของสปส.. ที่ใช้คำเรียกวิธีหาอย่างหรูๆว่า ... อะไรสักอย่าง... รู้แค่ว่าเคยทำมาแล้ว.... และก็เขียนตารางได้ด้วยแต่ไล่แล้ว ... ตูม .... ภาพในสมองมันระเบิดหลายๆครั้งมากใน 1 วิ... ทุกคนก็น่าจะรู้ว่าการเขียนโปรแกรม มันต้องมีการ simulate ในสมองก่อน แต่จะทำได้ไงล่ะครับถ้าภาพที่เป็น เห็นตัวแปร swap ไปมา.... พอออกขากห้องสอบแค่นั้นล่ะ ...คิดออกเลย...
2. อันที่สอง เป็นวิชาที่กินเวลาประมาณ 2 เต็มๆ ของอาทิตย์ .... อึมไม่ต้องทำอะไรกันพอดี นั่นแหละมั้ง แม้ว่าการเรียนเป็นอันดับ 1 น่ะ (หุๆๆๆ เพื่อนๆสนิทคงจะรู้...)
3. เรียนกับเด็ก ปี 3 ... ไม่รู้น่ะ ... เรียนกับเพื่อนยังไม่ค่อยได้เรียนเลย แล้วเป็นป.โทคนเดียวไปเรียนกับรุ่นน้องในสายวิชาเดียวกันที่เคยเจอกันในถานะ กึ่งๆ TA ไม่ต่างอะไรกับไปเรียนม.ปลายมันแปลกๆน่ะ กดดัน ความคาดหวังในตัวเองสูง ถ้าให้มองในมุมบางมุม ถ้าเรียนได้แค่แนนยังไงก็คงไม่สำคัญเพราะเด็กภาคคอมพ์จุฬาถือว่าคนแนนสูงที่สุดในประเทศแล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนอื่นจะทำคะแนนได้ไม่มาก หรือการอยู่ที่มีนมันเป็นเรื่องปกติ..แต่ถ้ามองอีกมุมมันรับได้ยากที่ไปเรียนกับรุ่นน้องที่ห่างกว่า 3 ปีแล้วจะไม่คิดว่าตัวเองจะต้อง (MUST) ทำให้ได้.... น่าเสียดายที่ตอนป.ตรีไม่ได้ลง algor ดังไปลง graphic ด้วยหน่วยกิจเลือกอิสระที่มีหน่วยเดียว ซึ่งถ้าให้เลือกได้จะไม่ลงวิชาบางวิชาของ mechar และไปลง algor กับ CG แทน ก็น่าจะไม่มีปัญหาแล้ว (อ้อแล้วถ้าถามว่าทำไมไม่เข้าภาคคอมพ์ตั้งแต่แรก... อ่า เพราะจะมีภาคใหนตื่นตาเท่าแมคคาล่ะที่เรียนไปทั่ว...)
4. สั้นๆ ... เกิดมาไม่เคยต้องเข้าเรียนวิชาใหนมากเท่านี้เลย ... เหอๆ สถิติเลยน่ะนั่น รียนไปครึ่งเทอมขากแค่ 4 คาบ ตอนเรียน Machine Learnning ที่คิดว่าจะเป็นวิชาที่เข้ามากสุดในชีวิตแล้ว ยังไม่มากเท่านี้เลย....
สรุปว่า... จำเป็นต้องดร็อป ด้วยเหตุผลเกือบทุกประการที่มียเว้นว่า เกรงใจอ.มากๆ โดยเฉพาะอ.ที่ปรึกษา พยายามเรียนแล้วตามที่ อ. สั่ง แต่ความเครียดมันสูงเกินกว่าที่เรียนไปแล้วจะทำให้ได้ความรู้หรือความรู้สึกที่ดีต่อวิชา ... พยายามไถมาถึงมิดเทอม .... แต่มันคงฝืนไม่ได้
ตอนเด็กๆ เรียนพิเศษอันนึงคือ piano เป็นเรียนพิเศษแรกในชีวิต จำได้ว่า แม่บังคับให้ไปเรียนเปียโน ครั้งแรก... เซ็งมากๆ (ประถม) ... จนกลายเป็นเกลียดวิชานี้ไป จะกระทั่ง ม. 3 หลังจากขอร้องมาเกือบ 6 ปี ในที่สุดก็ได้เลิกเรียน.... ก็ขำดีที่มันเป็นเครื่องดนตรีที่ผมถนัดสุดมาในตอนนี้ ผมพึ่งมาเล่นอีกทีตอนที่อยู่ปี 4 ตอนทำโปรเจคเครียดๆ .. เริ่มด้วยหัด canon มันเลยเป็นเหตุว่าไม่มีเปียโนซ้อม เพระขายไปตั้งนานแล้ว... ถ้าเก็บตังได้สักแสนสองแสน ก่ะว่าจะซื้อซักหลัง ... ที่บ้านที่สร้างใหม่ ยังไม่เคยบอกพ่อเลยว่า ทำไมถึงต้องทำชั้นสองเป็นห้องโถงและให้ติดกระจกกันฝน ......
ปล.. จำได้ว่าเพื่อนภาค it เคยยืมหนังสือ อัลกอ ของ อ.สมชายไปตอนปีสอง ไม่ต้องคืนแล้วน่ะ ... พอดีว่าซื้อใหม่ไปแระ July 11 เศรษกิจ กำลังมีปัญหาเจ้งๆๆๆๆๆๆ
เมื่อปีที่แล้วจะมีสักกี่คนที่คิดว่า เศรษกิจไทยจะมีปัญหา ..... หลายคนคงคิด ....
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้ต่างจากการคาดคะเนสักเท่าไร เพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมาอาจจะมีแสงสว่าง ลุกวาบ เป็น ช่วงๆ ที่ทำให้เหมือนมีความหวัง แต่จริงๆแล้ว ก็เป็นแค่การที่ "ข่าว" ที่เราได้รับรู้นั้น ไม่ค่อยจจะครบถ้วนสมบูรณ์
โดมิโนตัวแรก ... (ที่เห็น)
ในวันสองวันที่ผ่านมา ก็มีข่าวการปิดตัวลงของโรงงานรองเท้า ที่ทำ oem ให้กับ nike ทำให้ต้องโล๊ะ พนักงานจำนวนมาก ... เห็นว่า 6000 คน ... เพราะพิษของค่าเงินที่แข็งๆๆๆ จนแตะ new high ในรอบ 10 ปี เป็นโดมิโนตัวแรงที่จะทำให้อุตสาหกรรม อื่นๆ ตกระกรรมละบาก ...
ทำไมเงินบาทถึงแข็งขนาดนั้น ..... ก็เพราะคนไทยไม่ใช้เงิน ....เพราะ พอเพียง ....หรือเปล่า ... คงไม่ใช่สาเหตุเดียว ... แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่คนในระบบเศรษกิจ บริโภคเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้นไม่ส่งผลดี ต่อระบบโดยรวม .. เพราะเป็นการพอเพียง ... แต่ไม่ใช้ปัชญาเศรษกิจพอเพียง ที่ต้อนำเอาไปพิจราณาควบคู่กับหลังปรัชญาอื่นๆ เช่น ปรัชญาการดำรงชีวิตอย่างสายกลาง .... ความพอเพียงสามารถเป็นผลดีกับระบบแบบจุลภาค แต่ ในกรณีมหภาค มันทำให้เกิด หลุมดำ เล็ก ในระบบ
การที่คนในระบบ ไม่ใช้ตัง ก็คงแน่ชัดว่า เงินเดินสะพัด มันจะไม่มี .... มีค่าเงิน ออม ที่จะลดค่าน้อยลงทุกวัน (เหมือนกับคำที่ว่าเศรษฐีเงินกู้ vs เงินสด) แต่แล้วทำไมคนถึงไม่กล้าใช้ตังล่ะ ...
ไม่มีใครเข้าใจพ่อค้าดีเท่ากับพ่อค้า
ไม่มีใครเข้าใจนักรบดีเท่ากับนักรบ
ไม่มีใครเข้าใจครูดีเท่ากับครู
แต่ นักการเมืองไม่ต้องเข้าใจใคร เพียงแต่สานผลประโยชน์ ทางเงินตรา อำนาจ ชื่อเสียงได้ .... ก็เพียงพอและพอเพียงที่จะทำให้ทุกคนเข้าใจ......
เพราะ การที่พ่อค้า ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ จำต้องดำรงตนอยู่ในความละโมภ ความเสี่ยงกับทรัพย์ อาจจะดูเป็นคนเลวในสายตาผู้รักชาติ หรือผู้ที่เชิดชูชื่อเสียง เกียรติคุนได้
แต่ทว่า การที่นักรบ ผู้กล้าหาญ กล้าทำเพื่อความถูกต้อง (และเมื่อนายสั่ง) และพร้อมที่จะใช้อาวุท ทำลายศัตรู อาจะทำให้เมื่อเอาตัวเองไปแทรกแทรงบอร์ดบริหารขององกรณ์ต่างๆ เพื่อ ปกป้องและป้องกันไม่ให้ผลประโยชน์หนีไปยังกลุ่มผลประโยชน์อื่นที่เป็นศัตรู เค้าเหล่านั้นจะทำลายความเชื่อมั้นอันมีค่าในสายตากลุ่มพ่อค้า ว่าอาจมีทุกเมื่อที่พ่อค้าจะโดนยึดทรัพย์ได้ .... เป็นสิ่งที่ทำให้พ่อค้าทุกคนตึงเครียดและกลัวที่สุด อีกทั้งบุคคลที่เป็นนักรบเหล่านี้จะกลัวภัยภายใน บุคคลในที่มีความรู้และอยู่ตรงข้ามก็จะถูกปิดกั้น
อาจารย์ ครู เป็นกลุ่มคนหนึ่งที่ดูประเสริท เป็นกลาง ไม่มีพิษภัยที่สุด ....แต่ด้วยความรู้ และความสามารถในการสื่อ สอน ....อาจทำให้โลกอุดมคติของคน สร้างความสับสนวุ่นวายให้กับสังคมได้ หรือบางทีอุปสรรคทางภาษาอาจะถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนที่มีศรัทธรา เชื่อ อะไร ผิดๆ แบบที่จงใจได้ แต่ก็ลงท้ายด้วยการพูดว่า ผมพูดตามหลักวิชาการ.... ต้องไปวิเคราะห์กันเอง.....
ดังนั้นบุคคล ที่ดูเหมือนจะดีที่สุดสำหรับการประสานกันของสังคมคือ บุคคลที่ปลิ้นปล้อน ทำเพื่อผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว อย่าได้มีอุดมการทาง ประชาธิปไตยมาก (โดยเฉพาะความศรัทธราในระบอบการเงินแบบใดๆ) พร้อมที่จะ โนโหวต ได้ทุกเมื่อ ไม่ก่ะทำให้ใครตาบ เพราะไม่รู้ว่าเค้าเหล่านั้นจะต้องมาเป็นมิตรเมื่อไร .... อย่างนั้นเหรอ .....
หยุดๆ ตรงนี้ หยุดที่วันนี้ และคงจะไม่ไปใหน
จริงๆแล้ว หยุดมานานแล้ว ...... เพราะความลวงตาของประเทศไทย
เรา ชอบ ว่า ตัวเราเองว่า แย่โน้น แย่นี้ ต้องแก้ .....
แต่บางทีสิ่งที่เรามองว่าเป็นต้นตอปัญหายังไม่ได้แก้ เพราะต้นตออาจจะเป็นคนแก้นั่นแหละ .....
ถ้าหากมีคนสองกลุ่มที่คิดต่างกัน โตมาในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ....
คนกลุ่มแรก เป็นพวกที่มีชาติดี ตระกูลดี ได้เรียนโรงเรียนดังๆ แล้วเมื่อโต ครอบครัวที่ รักในระบบ "เจ้านาย" ก็พยายามพลักให้ได้เข้าไปรับราชการ ..... เหมือนกับเป็นการสืบสานระบบอำมาตย์ อย่างนั้น คนกลุ่มต่อมาคือ พวกที่ ไม่ได้มีตระกูลอะไร ส่วนใหญ่พึ่งอพยพมา จากต่างประเทศกัดฟันดิ้นรน บ้างก็ล้มหายตายจาก ... จนวันหนึ่ง คนกลุ่มนี้เริ่มตั้งตัวได้ เริ่มมีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาบ้าง ... คนกลุ่มนี้ไม่เคยได้ลิ้มรสกับความเป็นเจ้านาย ... แบบเกิดมาคาบช้อนเงิน ช้อนทอง ......แต่เมื่อวันหนึ่งผลจากการได้รับการศึกษาที่ดี นำไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นมี บทบาทมากขึ้น .... แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่สามารถได้มีโอกาสเข้าไปควบคุมชะตากรรมของประเทศได้อยู่ดี
จนกระทั่ง ... มีคนอีกกลุ่ม ที่ อยู่ระหว่าง คือเป็นพวก คนกลุ่มที่สองที่ได้มีโอกาสแบบคนกลุ่มแรก เห็นช่องว่างตรงนี้ .... ประกอบกับมีคนบางคนในกลุ่มนี้ มีเงิน จากความเป็นคนกลุ่มที่สองที่ทำทุกอย่างเพื่อฐานะ แต่ด้วยความที่ได้มีโอกาสเข้าเรียนในที่ศึกษาของคนกลุ่มแรง หรือโรงเรียนนายร้อย .....ก็ทำให้เกิดศักยภาพในการที่จะประสานกับคนกลุ่มแรกได้
ข้อเสียประการเดียว (เน้นๆๆๆๆ ว่าข้อเดียว) คือคนๆ นี้ไม่ได้เป็นคนปลิ้นปล้อน มีอุดมการณ์แบบคนกลุ่มที่สองมากไป (พ่วงความละโมภด้วย) เข้ามา ทำให้เกิดสภาวะควบคุมเบ็ดเสร็จ แบบที่สังคมไม่เคยมีมาก่อน .... อันนั้นยังพอคุยกันได้ แต่ อันหลังคือ เริ่มมีการให้คนกลุ่มสองเข้ามามีอำนาจแทนคนกลุ่มแรก โดยนโยบายจังๆ คือการจัดระเบียบสังคม ที่ภาพดูเหมือนจะดี แต่ที่แท้จริงเป็นการโอนถ่ายกลุ่มผลประโยชน์ หรือการจัดการๆ พนันก็เช่นกัน .... รวมได้ว่าการกำจัดอิทธิพล ......
คนกลุ่มสุดท้าย คือคนที่เห็นประโยชน์ จากการเปลี่ยนผ่าน อำนาจของคนเหล่านี้ และอยากนำมาไว้กับตัว แต่อาจจะอยากเสนอหน้า หรือไม่เสนอ คนกลุ่มนี้น่าประนามที่สุด คนกลุ่มนี้คือคนที่ยุยงให้เกิดความขัดแย้ง ทำให้ปัญหาบานปลาย ... เพื่อที่ตนอาจจะได้มีเอี่ยว ........
ปัญหาจะจบใน 10-20 ปี .....
หวังว่า ใน 10 ปีนี้ คนที่ทะเลาะกันมาตั้งแต่ปี 2514 จะเลิกๆ ได้แล้ว และคนยุคลูกๆ หรือที่ อายุ 35 ลงมาได้เข้าไปควบคุม ซึ่ง จะการที่สังคมไม่มีการอพยพ เพิ่ม (หวังว่า พม่า ลาว กัมพูชา คงไม่เป็นปัญหาเพราะเค้าก็อยู่ในวัฒธรรมนี้มานานแล้ว) จะได้มีความคิด กติการ ไปในทางเดียวกัน ที่สำคัญคือความสัมพันธ์ของคนทั้งประเทศที่ทำให้เกิดเครือข่ายที่พันกันจนเป็นหนึ่งเดียว ... สื่อ ไม่สามารถเข้ามามีบทบาทไปมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวได้ จะช่วยให้เมืองไทยสงบ
April 27 Quoteเอามาจากเพลงเดิมที่ แสดงความเป็น อเมริกันได้ดีเพลงหนึ่ง
" Now for ten years we’ve been on our own
And moss grows fat on a rollin’ stone, But that’s not how it used to be. When the jester sang for the king and queen, In a coat he borrowed from james dean And a voice that came from you and me, Oh, and while the king was looking down, The jester stole his thorny crown. The courtroom was adjourned; No verdict was returned. And while lennon read a book of marx, The quartet practiced in the park, And we sang dirges in the dark The day the music died." แล้วตอนนี้เค้าจะคิดยังไงกับเรา .... ประเทศ ไทย April 25 Quote" Did you write the book of love,
And do you have faith in God above, If the Bible tells you so? Do you believe in rock ’n roll, Can music save your mortal soul, And can you teach me how to dance real slow? " เอามาจากเพลงหนึ่ง ที่ เป็นเสมือนบันทึกประวัติศาสตร์ ชวงหนึ่งของอเมริกาไว้ได้.... March 24 อ. ถามว่า : ได้เรียนรู้อะไรบ้างตั้งแต่เข้าอยู่ใน lab ISL2ตอนนี้ผมเรียน ป.โท อยู่ที่ วิศวะ คอมพ์ จุฬา ที่แลป ISL2
ซึ่งเป็นแลปที่ทำการศึกษาวิจัยทางด้าน ระบบฉลาด
ระบบฉลาดคือ (อ้างอิงจากหัวข้อวิจัย ของพี่ๆ เพื่อนๆ)
แต่ส่วน ที่ได้ทำวิจัย และค้นคว้า ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง (งานอื่นๆ ที่ ไม่ได้อยู่ในหมวดแรก)
อ. ถามว่า ได้เรียนรู้อะไรบ้างตั้งแต่อยู่แลปมา ..... อย่างน้อยเราก็รู้สึกว่า ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง แต่ก็มีหลายๆอย่างที่ยังไม่ตกผลึก มีหลายมุมมองที่ได้คิด ได้เห็น และเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม เพราะหลายอย่างคงบอกได้แค่ว่า รู้ แต่ไม่สามารถบอกว่า เข้าใจ ได้จนกว่าจะได้ลงมือทำ ...... และคงลงมือทำทุกอย่างพร้อมกันไม่ได้ (แต่หลายอย่าง....เราทำ)
March 13 ขิยามของคำว่า "เพื่อน" ในมุมมองผมวันนี้มาด้วยอารมณ์ "เซ็ง" + "อารมณ์โกรท" ..... ดังนั้น บทความนี้ "ตั้งใจ" ที่จะ "สื่อ" ให้ ทุกคนได้รู้ .......
Preface
สังคมส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มี บรรทัดฐานที่แตกต่างกัน .... การที่เราอยู่เพียงแค่สังคมหนึ่ง สังคมใด โดยปราศจากการ สัมผัส สังคมที่มีความแตกต่างกัน ย่อมทำให้ขาดโอกาสที่จขะรับรู้ ความเป็น ธรรมชาติ ของสังคมนั้นๆ หากแต่เมื่อเราได้มีโอกาสสัมผัสสิ่งที่แตกต่าง เราจะเห็น พฤติกรรมที่แตกต่างของสังคมนั้นๆ ... ซึ่งไม่สามารถตัดสินได้ว่า สิ่งที่ ต่างสังคม ต่างกระทำนั้น ถูกหรือผิด ซึ่งในบางกรณี ถ้าหากมีการนำเอาอารมณ์ เข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะทำให้เกิด "ความรู้สึก " ที่ทำให้เกิดการตัดสินการกระทำของสังคมนั้นๆ
ทฤษฏีบท
1. ไม่ควรพูดเรื่อง เพื่อน หรือวิจารณ์ ในที่ สาธารณะ ... เพราะจะเป็นการ ไม่สมควร .... และทำให้เกิดความเคืองกันได้
2. การคบกันต้องมีความจริงใจ ... ซึ่งเป็นสิ่งที่ต่างมอบให้กัน ... ความจริงใจนั้น สามารถนิยามได้หลายแบบ ตาม บรรทัดฐานของสังคมนั้นๆ
3. ความตรงไปตรงมา เป็นความจริงใจ ที่มีในทุกบรรทัดฐานของสังคม
4. เพื่อนมีอยู่ หลายระดับ แบ่งตามความไว้ใจ และมีหลาย scope
5. กระทำใด เกี่ยวกับการเก็บ หรือปกปิดความลับ ของ เพื่อนคนที่ 1 กับ เพื่อนคนที่ 2 นั้นเป็นการบังคับให้ คนกลางต้องเลือกระดับความสัมพันธ์ ที่แตกต่างกัน ระหว่างเพื่อนทั้งสอง
6. การกระทำในข้อ 5 หากไม่มีการร้องขอจากผ่ายหนึ่งฝ่ายใด ก็สามารถยกเว้นได้ในกรณีที่การกระทำนั้นเป็น ไปตามบรรทัดฐานของสังคม ...
7. การกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรัก หากผู้ที่เป็นเพื่อนกัน ไม่ส่งเสริม ถือเป็นการกระทำร้ายแรง
8. การกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรัก หากผู้ที่เป็นเพื่อนกัน ขัดขวาง ถือเป็นการกระทำร้ายแรงมาก
9. การกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความรัก หากผู้ที่เป็นเพื่อนกัน ไม่ส่งเสริม หรือ ขัดขวาง และมีส่วนได้จากสถาณการณ์ดังกล่าว ถือเป็นการกระทำร้ายแรงที่สุด
พอล่ะ เซ็ง... มาสักพัก หลายปี ล่ะ ... ยิ่งช่วงหลังยิ่งหนัก ..... โลกนี้มีมุมมองอยู่หลายมุมมอง .... กาลเวลา จะนำไปยังบทสรุป ...... |
|
|