narit's profileFlying to N@RIT SpacePhotosBlogLists Tools Help

Flying to N@RIT Space

narit

February 14

ช่าง ^ วิศวกร ^ นักวิทยาศาสตร์

ใครคือช่าง ???

ใครคือวิศวกร ???

ใครคือนักวิทยาศาสตร์ ???

 

คำถามนี้ จะว่าไปเป็นคำถามที่มีมานานพอๆกับที่ผมจำความได้...

 

เอาเป็นว่า ผมเองอาจจะโดนฝังหัวเรื่องอาชีพ "วิศวกร" มาตั้งแต่เด็กๆ

 

จำความได้ว่า ตอนเด็ก ประมาณ อนุบาล ตอนนั้นคุณยายกำลังสอนวาดรูป

 

ยายถามว่าจะวาดรูปอะไร ผมชี้ไป .... ยายก็วาดรูปนก ผมบอกไม่ใช่ ผมวาดเสาไฟฟ้า...

 

มีวันนึง กลอนประตูร้านของแม่เป็นอะไรไม่รู้ ... แต่เราเอาดินน้ำมันปั้นเป็นกลอนไปแปะ ไว้ตรงประตู จำไม่ได้ว่า ประตูมันมี function อะไรบ้าง ...

 

ผมอาจจะอยู่ในบ้านที่เป็นแต่วิศวะและช่าง ทางนึงคือก่อสร้าง อีกทางนึงคืออัญมณี(ช่างเจียรพลอย)

 

จำได้ว่าตอนเด็ก ผมชอบถือปลั๊กไฟเดินไปๆมาๆ มีวันนึง Circuit Breaker ชั้นห้องนอนตัด และแม่เป่าผมอยู่ .. ผมก็เลยเอาปลั๊กต่อไฟจากชั้นสอง ต่อพ่วงไปเรื่อยๆ จนถึงชั้น 3 และก็ถามพ่อว่า ทำไมไม่มีปลั๊กที่เป็นตัวผู้สองหัว ..... มันต้องใช้เวลามาถึงตอนมต้น... ถึงจะรู้ว่าไฟมันมี Alternative Current ... แต่ด้วย Building Block ไม่รู้ว่ามันปะติดปะต่อมายังไง (แม้กระทั่งตอนนี้ที่ของบางอย่างที่คิดก็ไม่ค่อยจะอธิบายได้ .. มั่วเอามั้ง) ณ. ตอนนั้นจำได้ว่าพ่อโวยวายระดับ.. !!! แต่พ่อผมเข้าใจน่ะ..

 

อันต่อมา ประมาณ ป.ภ ทำไฟซ๊อตครั้งแรก (ทุกอย่างต้องมีครั้งแรก) ตอนนั้นอยากได้ไฟคริสมาส แต่มันแพงและที่บ้านไม่ซื้อให้ ... จะได้ก็คือเอาตังไปศึกษาภัณทร์ แล้วซื้อหลอดเล็กๆ หลอดล่ะไม่กี่บาท จำได้ 3 บาทมั้ง ขั้ว 2 บาท สายไฟ 5 บาท มาต่อเอง.... ไอ้เราก็มัดแยกสายแล้วน่ะ ... แต่คิดว่าตอนพัน คงทำ tape มัน slide ทำให้มัน short ไฟดับ เครียดมาก ... พยายามจะกลบเกลื่อนร่องรอย ไปที่ breaker แต่ก็ไม่กล้าสับ เพราะกลัวมันจะวุ่นไปใหญ่ หลังจากนั้น พ่อรีบติด safe-t-cut เลยในวันต่อมา (และในที่สุดก็สั่งเป็น Direct Connect)

 

ที่บ้าน ผมมีหุ่น transformer อยู่ 1 ตัว เท่านั้นในบรรดาของเล่น ที่เหลือคือ lego ที่คุณแม่ซื้อให้ 1 ชุด และคุณพ่อ 1 ชุด ที่เหลือ ได้ฟรีจาก บริษัท lego คร้าบ..

 

ดังนั้นที่พ่อจะซื้อให้คือ part ... จำได้ว่าครั้งแรกคือไปซื้อ ที่ central ชิดลมแผนกประดับยนต์ (จะว่าไปตอนนี้ผมยังเขียนแผนผังห้างได้แม่นอยู่) ซื้อ ถ่าน 9v กับหลอดใส้และหัวแร้งอันหญ่ายๆ วันนั้นพ่อก็สอนบัดกรี... นิ้วพองครั้งแรก...

 

ดังนั้นสำหรับผมสิ่งที่ผมชอบที่สุดคือสิ่งที่ผมสร้างและทำเอง ... ถ้าผมมีตังซื้อ Ferrari ผมขอเลือกเอาตังไปสร้างรถคันนึงดีกว่า...

 

กลับมาที่คำถาม..

ช่างคืออะไร... เพื่อนคนนึงบอกว่า เป็นคนที่มีฝีมือในเชิงงานนั้นๆ

 

วิศวะคืออะไร... บางคนบอกว่าคือคนที่สามารถคาดการได้ล่วงหน้าว่าปัญหาคืออะไรและสามารถเตรียมการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้.. แถมท้ายด้วยต้องมีความสามารถในการบริหารงานและคน และเสริมด้วยข้อสุดท้ายที่ว่า วิศวะคือคนที่สามารถเอาศาสตร์ต่างๆมาประยุกต์ใช้งานเพื่อแก้ปัญหาที่เจออยู่..

 

นักวิทยาศาสตร์ คือคนที่ทุ่มเทเพื่อค้นคว้าหาและสรุปความเป็นจริงที่มี ทั้งปรากกฏและซ่อนตัวอยู่ของสิ่งต่างๆ

 

ตั้งแต่เด็ก มีคนบอกว่า ผมเป็น"ช่าง" เอาเป็นว่า ทุกคน ... ตอนป.ตรี ผมก็เลือกคณะที่น่าจะตรงกับผมที่สุด ตามคำแนะนำของ อ.แนะแนว..

 

แต่จากป.ตรี ความรู้สึกส่วนนึงคือ ความรู้สึกของการขาดทฤษฏี ผมก็เลยเรียนป.โท. ปรากฏว่า ได้เข้ามาในภาคคอมพ์ ซึ่งมันเป็นคคละเรื่องเพราะตรงนี้มีแต่ทฤษฏี ...

 

ก็เหมือนกับว่า ไม่ถนัด math แต่ก็ดันเข้า mechatronic ซึ่งเป็น control เป็นภาคที่อาจจะเรียกได้ว่า อยู่บน math ของทุกวิศวะ..

 

อันต่อมา คือการแบ่งแยกชนชั้น ที่ว่า ช่าง กับ วิศวะ ไม่รู้ว่ายังไง เพื่อที่จะได้อวดตัวเองหรือไม่ว่าข้าเหนือกว่า..

 

สงสัย... เคยคิดมั้ยว่า งานช่างมันเป็นพรสวรรค์และฝึกฝน ไม่ใช่ใครทุกคนจะทำได้..

งานวิศวะ แน่นอนว่าต้องใช้ความรู้และความคิดมากกว่า แต่มันจะไม่มีประโยชน์อะไรได้เลย ถ้าไม่มีคนทำ

 

ในความเป็นจริง คนที่ทำเค้าจะต้องเจอกับปัญหาที่แตกต่างออกไปจาก แค่ทฤษฏี ... มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะรู้อะไรลึกแค่ใหน เพราะคุณได้แต่คาดการณ์ปัญหา แต่ไม่มีทางรู้ว่าจะมีปัญหาอะไร

 

ถ้าเรายังไม่สามารถ สลัด ภาพ การแบ่งชนชั้น เราจะไม่มีทางเจริญได้เลย เพราะว่า การแบ่งแยกนี้แสดงถึงความ ไร้ความเข้าใจในการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีโดยสิ้นเชิง

 

เทคโนโลยี เกิดได้เพราะการที่สามารถรวมเอา ทักษะทั้งสองอย่างเข้ามาด้วยกัน และทำการพัฒนาไปมาคือ คิด สร้าง วิเคราะห์ ปรับปรุง วิเคราะห์ ปรับปรุง... ไปเรื่อยๆ

 

ดังนั้น มันจำเป็นที่จะต้องมีทั้งสองอย่าง .... มิฉะนั้นงานที่ทำๆ ก็จะแค่เป็นกองของอะไรที่ไม่มีการพัฒนา หรือไม่ก็แค่เป็นกระดาษ..

 

การต้องทำทั้งสองอย่าง เหนื่อย...

 

State of the art คือคำที่มักจะถูกใช้เพื่อเรียกเทคโนโลยีล่าสุด

 

เพราะมันเกิดว่าคำว่าเทคโนโลยี มันเป็นศิลปะ ... มันยังไม่สามารถอธิบายได้ด้วยความรู้ที่มีอยู่ในตอนนั้น ... เช่นเครื่องเสียง...

 

และภาพวาดที่สวยงามนั้น จะสามารถเข้าถึงได้โดยดวงตาที่สามารถมองเห็น..

 

ถึงจุดนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ความแตกต่างของ วิศวกร และ ช่างคืออะไร

 

รู้แค่ว่า มันต้องบาลานซ์ .... สำหรับผมตั้งแต่ผมจำความได้ มันก็มีแต่สิ่งที่ผมทำในตอนนี้ เป็นสิ่งที่ผมอยากทำมาตลอด (จนบางทีแยกไม่ค่อยออกระหว่าง งานกับ งานอดิเรก”) ... ตอนนี้ยังไม่เห็นอะไรที่จะทำให้ balance นี้เปลี่ยนไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 
 
 
 
September 13

ระบบที่ต้องเลือก??

 
เราสับสนกับคำว่า
1 .ประชาธิปไตย
2 .เผด็จการทหาร- ระบบกษัตริย์ (กษัตริย์คือนักรบไช่มั้ย)
3. เผด็จการ- อำมาตยาธิปไตย (technocrat หรือกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ)
- ระบบประชาธิปไตย นั้นมีจุดร่วมอยู่กับระบอบสังคมนิยมคือการที่ประชาชนมีสิทธิเท่าเทียมกัน
- แต่ระบบกษัตริย์ คือการที่มีคนๆ หนึ่งที่เป็นศูนย์รวมอำนาจ ทั้งองค์คาพยบนั้นต้องเคลื่อนไหวภายใต้ คนๆนั้น
- ระบบ 70:30 นั้นเปรียบได้กับระบบอำมาตย์ คือการที่รวมการปกครองไว้ที่กลุ่มคนแทนที่จะเป็น คนเพียงคนเดียวหรือใช้เสียงส่วนใหญ่ รวมทั้งแนว
คิดต่างๆ เช่นการที่ผู้จะ้เลือกตั้งได้ต้องพร้อม หรือมีการศึกษาที่ดีพอ ถึงจะมีสิทธิ์ออกเสียง อันนี้ก็ไม่เรียกว่าประชาธิปไตยครับ
เมื่อ แยกได้แล้วจะเห็นได้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเมืองไทยเป็นระบบ พหุนิยม คือการอยู่ในความคลุมเคลือของระบบต่างๆ
2475 ทุกคนรู้ว่าเป็นแค่การถ่ายหรือปล้นอำนาจจากพระมหากษัตริย์มายังกลุ่มอำมาตย์หรือกลุ่มคนชั้นสูงที่ได้รับการศึกษาจากเมืองนอก หลังจากปี
นั้น เผด็จการทหารก็กลับมามีอำนาจ ภายใต้กระแสโลกของยุค ฮิตเลอร์ มุโสลินี.. ญี่ปุ่น จอมพลป.
... จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติทางการศึกษาที่ ที่กลุ่มชนชั้นกลางเริ่มได้รับการศึกษาในระดับสูง เกิดเป็น 14 ตค. แต่คนเหล่านี้ ก็ได้เติบโต แต่ แบ่ง
แยกออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มทุนนิยมและอำมาตย์นิยม ซึ่งอธิบายได้คือกลุ่มที่เป็นพ่อค้า กลับกลุ่มที่รับราชการ.....
ปัญหาวันนี้คือการแย่งอำนาจของแนวคิดทั้งสองแนวนี้ ... กลุ่มพ่อค้าอยากให้บ้านเมืองเป็นทุนนิยม บริโภคนิยม มองเรื่องกินแต่จากไม่ได้มองเรื่อง
เกียรติเป็นหลัก ประเทศที่อยู่กับระบบนี้ประชาชนจะต้องเรียนรู้จากการโดนเอาเปรียบ แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะต่อสู้
กลุ่มอำมาตย์ก็พยายามให้ประเทศอยู่ด้วยระบบเกียรติศักศรี แต่มองเรื่องปากท้องเป็นประเด็นรอง... แต่ปัญหาจากระบบนี้คือระบบอุปถัมณ์... ซึ่ง
เป็นที่มาของการคอรัปชั่นและการได้เปรียบทางสังคมอย่างสมบูรณ์
ทำให้วิธีการของคนสองกลุ่มต่างกันโดยสิ้นเชิง .... จึงเกิดปัญหาในวันนี้
ปัญหาในวันนี้เกิดจากการเปลี่ยนผ่านระหว่างสองระบบนี้ จากระบบอำมาตย์ที่มีการคอรัปชั่นและได้เปรียบในหลายๆด้าน ไปยังระบบทุนนิยม ซึ่งทำ
ให้กลุ่มทุนบางกลุ่มกลับได้มีอำนาจทั้งสองอย่างนี้ในเวาเดียวกัน .... ทำให้ผู้ที่อยู่ระบบอำมาตย์เสียผลประโยชน์และโดนรุกฆาต จึงต้องออกมาต่อสู้
.... นั่นเอง....
ปัญหาคือ กระแสโลก .... ถ้าประเทศไทยไม่สนใจกระแสโลกที่ระบบเผด็จการต่างๆ ทั่วโลกกำลังโดนโจมตี และกำลังกลายเป็นระบบประชาธิปไตย
หรือไม่ก็คอมมิวนิส..... เราก็คงสามารถเอาระบบ 30:70 หรือการแก้รธนเพื่อถวายอำนาจกลับก็เป็นได้ ...
การล่มสลายของ USSR ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ตอนนี้แทบทุกประเทศ ที่ไม่ได้ปิดตัวเองเป็นระบบทุนนิยม หรือแม้กระทั้งคอมมิวนิสจีน..... เราจึงไม่
เหลือทางเลือกเหล่านั้น
ถ้ามองให้ชัดคือการเลือกระหว่างทุนนิยม กับ อำมาตยาธิปไตย ปัญหาคือเราสามารถอยู่ได้มั้ยโดยปราศจากทุน... (เราจะมีงานทำมั้ย)
แต่สำหรับอำมาตยาธิปไตย แน่ใจเหรอว่าเราสามารถกลับไปยังระบบนี้โดยยังสามารถมีระบบอุปถัมณ์ และไม่นำไปสู่การคอรัปชั่น การได้เปรียบทาง
สังคมอย่างสมบูรณ์...
และแน่ใจหรือว่าหัวใจของประเทศ จะไม่โดนกลุ่มอำมาตย์เป็น proxy ทำให้ระยะห่างๆ ห่างขึ้น ห่างขึ้น....
สิ่งต่างๆที่รัฐบาลทักษิณทำ ยังเทียบไม่ได้กับโอกาศที่ระบบอำมาตย์กลับมา และได้กระทำสิ่งต่างๆ เหมือนยุคสลิต ...
ที่กฏหมายไม่มีทางทำอะไรได้
ผมยังเชื่อว่า ที่สุดแล้ว แม้ไม่มีการปฏิวัติ 9 กย. รัฐบาลทักษิณก็ล้ม .. ไม่จำเป็นต้องลงทุนทำลายประชาธิปไตยที่ได้ทำกันมา
และยังเชื่อว่า ณ. วันนี้ประชาชนได้เริ่มเรียนรู้ ได้เรียนรู้ว่าเสียงตัวเองส่งผลแค่ใหน มากขึ้น...
เชื่อว่า เราจะต้องฝ่าฟันไป เพื่อให้คนทั้งประเทศได้เรียนรู้ไปด้วยกัน
เพราะการที่หยุดทุกอย่างเพื่อทำการให้ความรู้ หรือยัดเยียดความรู้ของเราให้กับเค้า อาจจะทำให้เค้าไม่รู้ว่าสิ่งที่เค้าต้องการจริงๆคืออะไร เมื่อคนส่วน
ใหญ่ในสังคมยังไม่รู้เลยว่าตนเองต้องการอะไร แล้วอะไรคือเสรีภาพ การกระทำแบบนี้มันมิใช่ระบบไพร่ทาสหรอกหรือ?
ประชาธิปไตยต้องมาจากความต้องการของปวงชน
ที่สุดแล้วคนทุกคนจะต้องรู้ให้ชัดว่าต้องการอะไร สิทธิที่ตัวเองทำได้คืออะไร และขอบเขตคืออะไร
ผมเชื่อว่า ณ. วันนี้สายไปแล้วสำหรับการย้อนทุกอย่างกลับไปยังจุดเริ่มต้น กลับไปยังระบบอำมาตย์ ยกเว้นแต่ว่าเราจะยอมปิดประเทศ
August 30

โลโก้พันธมิตร

โลโก้พันธมิตร
 
มือสี่ข้างที่ไม่ได้จับกัน แต่ต่างชูกำปั้น .... ไม่ได้ร่วมมือกัน
ขังนกพิราบ แห่งเสรีภาพ ประชาธิปไตย ..... เอาไว้
August 25

ขอประกาศได้มั้ยว่าผมไม่ชอบพันธมิตร...

ขอประกาศได้มั้ยว่าผมไม่ชอบพันธมิตร...
 
และผมก็ปลงถ้าคุณจะผลักผมไปอีกฝ่าย....
 
 
... ทำไม ถึงเขียนเรื่องนี้....
 
ปกติคนเราจะพยายามปิดบังความคิดทางการเมืองมิใช่เหรอ...
 
แต่เท่าที่ดูมีแต่ฝ่ายพันธมิตรเท่านั้นที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองออกมากันอย่างเต็มที่ ...
 
ตั้งแต่ การตั้งกระทู้ใน facebook :" I bet U that U can find 1M people who hate Thaksin..." อันนี้ก็แน่ล่ะถ้าจะเจอคนที่ไม่ชอบได้ล้านคน...
 
หรือการแสดงตนออกมาอย่างชัดเจน ...
 
... ทำไมถึงพึ่งมาบ่น ... สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก็เหมือนกับการเคารพความคิดของเพื่อนๆที่เห็นแตกต่าง ... เราไม่ได้ขัด
 
แต่สิ่งที่เราต้องแสดงออกในทางตรงข้ามก็เพราะ ... เรากลัวการโฆษณาที่นำไปสู่พฤติกรรมหมู่ ... เราต้องการให้ท่านรู้ว่าอย่างน้อยก็มีคน 1 คนที่ไม่ได้เห็นด้วย ...กับท่าน ...
เราไม่อยากให้ พลังในการใช้สื่อของ โมกุนสื่อ อย่างสนธิ ลิ้ม สามารถเข้าแทรกซึมความคิดได้อย่างสมบูรณ์ มีฉะนั้นมันก็จะไม่ต่างกับการที่ทักษิณเคยได้เสียงสนับสนุนจากพวกคุณเมื่อ 5 ปีที่แล้ว...
 
อย่าลืมน่ะว่าคนที่กำลังชักจูงคุณอยู่ก็คือคนที่ "สร้าง" ทักษิณเข้ามา ทั้งสนธิ /จำลอง....
 
ในช่วงตั้งแต่ทักษิณยอมแพ้ .. หนีลี้ภัยไปลอนดอน ... ก็เริ่มเห็นได้ว่า ม๊อบพันธมิตรมีความฮึกเหิม ... และเริ่มแสดงตนอย่างชัดเจน... เพื่ออะไร... การแย่งชิงมวลชนส่วนกลางเหรอ... ผมต้องถามว่าคุณเคารพความรู้สึกของคนที่ไม่ได้คิดเหมือนคุณมั้ย.... เพราะสิ่งที่คุณทำกำลังนำไปสู่สงครามกลางเมือง
 
ถ้าคุณคิดว่าไม่มีใครที่อยู่ตรงข้าม ... มันก็จะง่ายเกินไป ...
 
เท่าที่ผมเดา ...ถ้าผมเป็นสนธิจะทำอะไรบ้าง
 
จากความพยายามที่ผ่านมา เช่นการสร้างสมญานามใหม่ให้ เพื่อลดความศักดิ์สิทธิ์ของชื่อ ด้วยชื่ออย่างเช่น ทากสิน.. หรือ กระบังลม Trick นี้ใช้ได้ผลมามาก ก็เหมือนกับการที่ตั้งชื่อเล่นที่มีความหมายไม่ดีให้คนอื่นนั่นแล... มันจะทำลายความน่าเชื่อถือได้อย่างมาก ... ผมไม่เคยชอบเหมือนกันเวลาโดนเช่นนั้น ..
 
สร้างความเชื่อว่าทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกับพันธมิตร.... อันนี้ก็ง่ายๆ เพื่อให้คนไทย (ซึ่งขาดความมั่นใจ) กล้าที่จะแสดงออก และสำหรับพวกที่ยังตันสินใจไม่ได้ก็จะได้ "พวกมากลากไป"
 
เอาล่ะ ... step ต่อไปคืออะไร...
 
จะเป็นความพยายามแยกว่าใครที่สนับสนุนทักษิณเหรอ ... เพื่อลดฐานอำนาจทางธุรกิจ??? และให้พ่อค้าที่ลังเลหันมาสนับสนุนพรรคประชาธิปปัตย์ ซึ่งจะส่งผลตามมาด้วยการแตกสลายขั้วการเมืองของพลังประชาชน...
ความฝันของพรรคประชาธิปปัตย์ ที่จะสร้างระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย จากการชงรธน. 40 ก็เป็นฝันที่สลายเพราะพรรคทรท. เป็นม้ามืดกว่าที่จะคาดคิด
เหตุเพราะ พรรดไม่สามารถทำการสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มทุนใหม่ ได้  ...แต่เมื่อพลาดไปแล้วก็รอกันใหม่ .... จะต้องมีความพยายามยกร่าง รธนใหม่ ซึ่งจะคล้ายกับฉบับ 40 ซึ่งจะเปิดโอกาสให้คนอย่างทักษิณกลับขึ้นมาได้...  อีก ดังนั้น มีหลายอย่างที่จะต้องทำคือ
1.ทำการเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข็ง เพื่อเป็นเกราะป้องกันต่ออำนาจที่ไม่ได้คาดฝัน ... ดังนั้นจะต้องมั่นใจว่ากลุ่มแกนนำพันธมิตรเดิมจะปล่อยอำนาจ ซึ่งคนกลุ่มนี้ก็น่าจะไว้ใจได้ภายใจ้เลื่อนไขที่แตกต่างกัน โดยอาจจะเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางตรงหรือทางอ้อม เช่นสัปทานทีวี ... การรักษาสภาพของรัฐวิสาหกิจ ... การรักษาระบบการแต่งตั้งนายทหาร
 
2. ทำให้การรวมตัวกันของกลุ่มทุนใหม่ออ่นตัวลง ... จะต้องมีการนิรโทษกรรม 111 คน ..เมื่อสามารถตัดสินเอาผิดทักษิณแล้ว ... และทำให้สมัครประกาศเอกราชทางความคิด โดยการกดดัง เช่นที่จะมีในวันอังคาร...แต่ก็จะทำให้รัฐบาลนี้อยู่ไปอีกหลายปี ดังนั้นสมัครต้องลาออก
3. ให้มีพรรคการเมืองที่เกิดจากนักการเมืองมืออาชีพ คล้ายๆ พรรคประชาธิปปัตย์ โดยอาจจะเป็นการเอานักการเมืองที่เคยอยู่พลังประชาชนให้แยกตัวออกมาตั้งพรรคใหม่ เพื่อป้องกัน และให้สามารถควบคุมได้ ..
โดยการกระทำเช่นนี้ต้องพยายามชี้ความแตกแยก อาจจะเป็นสาเหตุของการชูประเด็นเรื่อง gang of 4 ในรัฐบาลก็ได้
 
ในทางกลับกัน รัฐบาลจะต้องคอยแหย่รังแตน เพื่อทำให้กระแสการแก้รัฐธรรมนูญมีอยู่เรื่อย เพื่อกันไม่ให้ประชาธิปปัตย์สามารถเดินเกมส์นี้ได้
 
แต่ทว่า ถ้าไม่เป็นไปตามการคาดการข้างบนแปลว่า อาจจะมีการดำเนินการบางอย่างที่ใหญ่มากกว่าที่ ผม จะสามารถพูดได้ ...
 
ดังนั้นถ้าคิดตามเกมส์ข้างต้น ทักษิณจะรอ ระยะเวลาไม่ใช่ ปีหรือสองปี เกมส์นี้ต้องว่ากันเป็นระยะประมาณ 3-5 ปี ...ปัญหาคือ
 
ทักษิณพร้อมจะแตกหักแค่ใหน ดูเหมือนทักษิณจะรู้ดีว่าเมื่อแตกหักคงจะจบไม่สวยสำหรับตน ยกเว้นขั้นตอนบางอย่างที่เกิดขึ้นมาตลอดประวัติศาสตร์จะสามารถรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้น...
 
ดันนั้นถ้าทักษิณยอมจริง คุณจะได้ยินพันธมิตรบอกว่า ทักษิณยังไม่ยอก แต่เหตุการณ์ทั้งหมดจะจบในอีกไม่กี่ปี ...
 
แต่ถ้าทักษิณไม่ยอม.. พันธมิตรก็จะพูดเหมือนเดิมแล ... เพราะไม่มีศัตรูก็ไม่มีผู้นำ .. แต่ทักษิณจะรอจนถึงเมื่อโอกาสมา
 
โลกกำลังอยู่ในความเปลี่ยนแปลง .... แต่ทำไมไม่มีอะไรเลยที่ทำให้เชื่อได้ว่าการเมืองภาคประชาชนจะขึ้นมามีบทบาทเป็นอันดับแรก...
 
ไม่รู้ทำไมรู้สึกว่า ในช่องสองปีที่ผ่านมา เมืองไทยมันดูเหมือนจะพัฒนาไปใหนได้ยาก ...ไม่อยากอยู่แล้วหว่ะ ...
เคยมีความคิดที่อยากจะทำให้อะไรต่ออะไรมันก้าวหน้า ... แต่ดูเหมือนวัฒนธรรม สังคม หรือการเมืองมันทำให้ทุกอย่างยากโดยใช่เหตุ ...อยู่อย่างซื่อๆ ตรงไปตรงมาไม่ได้
ชีวิตในไทยเหมือนกับต้องอยู่ด้วยความกะล่อน ประจบ สอพลอ ... etc ต้องเอาความคิดไปใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ ... ไม่ fair
 
 
เอาเหอะ บางคนเค้าก็ชอบ ...น่ะ ... จะว่าไปเมืองไทยก็มีข้อดีข้อนึงคือ ... อย่างน้อย ไม่ต้องดิ้นรนเหมือนเพื่อนๆที่ไปนอก ดูๆ ไปคนที่เงินเดือน 18000 ตอนนี้เค้าก็อยู่ได้กัน .. เราคงไม่น่าได้น้อยกว่านั้น
เราก็คงจะอยู่ได้มั้ง ถ้าเรารับสภาพด้ว่า ก็อยู่เรื่อยๆไปเช่นนี้ ... อย่างพอเพียง ... จริงๆมันก็ดีน่ะสำหรับคนขี้เกียจ.....555
 
 
 
 
 
 
 
January 15

TITV

มันก็ไม่น่าแปลกใจมากนักสำหรับการปิดตัวของ TITV .... ในวันที่ 14 มค....
 
แต่มันก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าช่องทางข่าวสารที่เป็นอิสระ (แม้ว่ามันคนจะไม่เชื่อว่ามันอิสระก็ตาม) จะไม่มีเหลืออยู่ ....
 
ลองพิจราณาดู ... มันจะเหลือช่องทางใหนอีกในแผ่นดินนี้ ... Internet เหรอ ,... ยากมาก ... อาจจะเป็นสาเหตุนึงที่บางคนไม่อยากให้ เทคโนโลยี 3G ในประเทศไทยเกิด เพราะจะไม่สามารถควบคุมชการสื่อสารได้
 
วัฒนธรรมไทย ไม่ได้เป็นวัฒนธรรมที่มีอิสระทางความคิด ... อาจะเป็นเพราะอดีตอันยาวนานก็เป็นได้ ที่ทำให้เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียมเก่าๆ
 
ถ้ามองลึกลงไป การที่เราจะระบุถึงต้นตอของการ "ขาดความอิสระ" ก็คงต้องยอมรับในข้อนึงว่า มันไม่ได้เกิดด้วยสาเหตุบางประการ แต่เป็นเพราะวิธีคิด และพฤติกรรมของคนไทยเอง ที่ทำให้ ... เกิดความคิดที่ว่า " มันดีกว่าที่จะคงให้เป็นอย่างนี้"
 
ในโลกที่พัฒนาไปสู่ user generated content เราก็เห็นได้ว่า มีหลายตัวอย่างเกิดขึ้นใทย .. เช่น "ผีกาก้า", หรือแม้กระทั่งรายการที่เป็น user generated ทางอ้อมเช่น แฟนพันธุ์แท้ ที่ใช้ทักษะเฉพาะของผู้แข่งขันมาเป็นวัตถุดิบ.. (อาจจะไม่ตรงนัก แต่ก็เห็นได้ว่าในตอนหลังรายการนี้เกิดเป็น community ไปแล้ว)
 
แต่ทว่า Content บางประเภทกลับถูกปิดกั้น ทั้งที่สิ่งเหล่านั้นส่งผลใหญ่หลวงกับสังคม เช่น ... การเมือง
 
เชื่อหรือมั้ยว่า ปัจจุบัน การเมืองกับสื่อลามกอนาจารมันเป็นสิ่งที่จะโดนขึ้นบัญชีดำพร้อมๆกัน
 
ลองดูตัวอย่างใน Camfrog สิ
1. ห้ามเกรียน (อันนี้เป็นปกติ)
2. ห้ามโชว์ ห้ามเห็น..... (รู้ๆ กันอยู่)
3. ห้ามพาดพิงสถาบัน หรือพูดเรื่องการเมือง ...... ที่เป็นการสนับสนุนความแตกแยกของสังคม .... !!!!
 
แล้วจะให้การเมืองมันพัฒนาได้อย่างๆไร ถ้าไม่มีการวิจารณ์ โดยส่วนตัวผมเคยชอบการวิจารณ์ของ สนธิ ลิ้มน่ะ .... จนกระทั่งมันเปลี่ยนไปเป็น ม๊อปพันธมิตร ....
 
การวิจารณ์ในเมืองไทย ในช่วงนึงมันก็เป็นความคิดที่ดี แต่ ไม่รู้ทำไมมันจึงเปลี่ยนไปเป็นการใช้อารมณ์ ... ผมว่าอารมณ์กับผลประโยชน์บางที่มันใช้ช่องทางแสดงออกร่วมกัน
 
การศึกษาประวิตศาสตร์ .... เท่าที่จำได้ .... วิชาอะไรก็ไม่รู้ ...... พึ่งมาสนใจก็ตอนหลังที่ได้ดูจากสื่อต่างชาติ ... ในมุมุมองที่ต่างกัน ประวัติศาสตร์เราชอบศึกษาแบบให้สอบได้ คือมีความรู้ ... แต่ไม่ได้เข้าใจว่าทำไมบุคคลเหล่านั้นถึงตัดสินใจ .... ถ้าจะมีก็ไม่เน้นเท่ากับสื่อต่างชาติ ... มันเลยไม่สนุก ...(นอนดีก่า)
 
ประวัติศาสตร์มันถูกเขียนโดยผู้ชนะ.....
 
ช่วงหลังๆ ได้ดูหนังหลายเรื่อง ที่น่าดูคือ "V for Vendeta","Children of Men",....
ทั้งลองเรื่องนี้เมื่อมามองย้อนกลับกับสถาณการณ์ในเมืองไทย ... ทำให้เห็นมุมมองที่น่าสนใจ (แค่มุมมองน่ะ )
 
ก็พอเข้าใจว่าทำไมการ censor ในเมืองไทยถึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในสายตาบางคนในช่วงเวลานี้ .....
 
ดังนั้น .... อีกนานกว่า ทีวีเสรีจะเกิด....
 
จะว่าไป ผมไม่ได้เกลียดชังอะไร .... แค่เห็นความไม่สมเหตุผล ....
 
จำได้ว่าตอนเราเรียนหนังสือ เราโดนบังคับให้ใส่ชุดนักเรียน ... เราก็อยากจะแต่งตัวตามที่ตัวต้องการ เพื่อสะท้อนความเป็นตัวเอง ...
แต่ตอนโต เอาเข้าไปแต่งตัวให้เหมือนกันทั่วประเทศ .....
 
ผมว่าตอนจบมันก็ไม่น่าแปลกใจอยู่ดีที่ ที่คนไทยชอบ และชินกับวัฒนธรรมแบบนี้ ... หรือระบบการปกครองแบบนี้ ...
ระบบที่ คน กลัวที่จะโดดเดี่ยว ... ต้องเกาะกลุ่มกัน ... เหมือนกับธรรมเนียมที่ทำให้ช่างกลตีกัน .... (แต่การที่ช่างกลตีกันคงจะเกิดจากการที่มี มือที่มองไม่เห็น ไปช่วย Manipulate ก็เป็นได้....)
 
ถ้าคนไม่ได้รู้สึกถึงศักศรีความเท่าเทียมของตัวเอง มันก็จะเป็นอย่างนี้แหละ
 
ซื้อเสียงยังไม่ได้ซื้อเลยใช้ความเกรงใจก็ได้ ... เกรงใจ ... เป็นสิ่งที่ถูกทำให้เป็นเหตุผล และเป็นเหตุผลที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย ...
 
ทำไมเราไม่กล้ามองและสรุปไปให้ตรงเลยว่า เราปกครองด้วยระบอบเดียวกับประเทศมาเลย์ ...
 
ภูมิใจไปเลยที่จะบอกโลกว่าเราปกครองด้วยระบอบ Absolute .... เราไม่มีความภูมิใจพอเหรอ ??? หรือว่ากลัวว่าฝรั่งเค้าจะมองไม่ดี
 
หรือว่ากลัวความมั่นคงทางเสถียรภาพเพราะรู้ว่าระบบนี้ มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเกินไป....
January 12

Synchronize & Ordering & Serialization

มาถึงวันนี้ .... เมื่อวาน อายุ 25
 
แก่ล่ะ ... ตระหนักอ่ะไรหลายๆ อย่าง ...
 
โดยเฉพาะปีที่ผ่านมา ... การทำเรื่องไร้สาระมากขึ้น ... ทำให้มีเวลามองตัวเองในอีกมุมมอง .... ที่ไม่ใช่ nerd มองตัวเอง....
 
สรุปว่า ... ได้รู้สึกถึงความว่างเปล่าของชีวิต.... วัตตะสงสาร
เราจะมีชิวิตไปทำไม ...??? ... เพื่อใคร ง่ายที่สุดคือ อ้างใครสักคน .... แต่ง่ายหลังจากนั้นคืออ้างตัวเอง
 
มูลเหตุของความเห็นแก่ตัว ... มันจำเป็นต้องมีเพื่อการดำรงชีวิต ... แบบมนุษย์ ... (ถ้าจะสันโดด ก็คงไม่จำเป็น)
 
ปลงหว่ะ .... ไม่ดีเลยยิ่งปลงยิ่งขี้เกียจ....
 
คนที่ไม่ต้องการอะไร จะสามารถไขว่คว้าอ่ะไรได้....
 
ความต้องการเรื่องปากท้อง ... หากไม่มีปากไม่มีท้องก็ไม่ต้องการ แต่ถ้าต้องพยุงสังขาลนี้ต่อไป ก็ต้องอยาก ต้องได้...
 
ต้องคอยรักษาความแข็งแกร่ง เพื่อเอาชนะผู้อื่นอยู่เสมอ ... เพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อเอาชนะแต่เพื่อรักษาโอกาสที่จะอยู่รอด...
 
 
คิดว่า ข้างหน้าจะเป็นชีวิตจริงๆ .... ขี่หลังเสือ ...
พักมา จนจะพอแล้ว .... กลับไปขี่หลังเสืออีกรอบ .... เอาสิ่งที่สั่งสม .. เอาบุญเก่าที่ยังพอจะเหลืออยู่ ... ใส่เต็มตัว ....
 
แวะมาเรื่องชีวิต ความรัก .... เข้าใจอีกอย่างคล้ายๆ กับนิยายฝรั่งบางเล่ม.... มันไม่มีความรู้สึกที่ศักดิ์สิทธิ์.....
แล้วมันคือผลประโยชน์หรอกเหรอ ..... อึม ...ทำไมในช่วงที่ผ่านมาภาพที่เห็นมันเป็นอย่างนั้น .. แล้วมันจะอยู่กันได้นานมั้ยนั่น ... ทนกันไป...
 
... วันนี้ ประชุมแลป ... ปัญหาโง่ๆ ที่ทำมาหลายอาทิตย์ ออกด้วยคำพูดของ อ. และเพื่อน เพียงสองประโยค... ที่ไม่ได้เป็นการตอบอะไรที่ตรง.... มัน ไปกระตุ้นส่วนใหน ก็ไม่รู้ ... แต่ออก
 
แล้วก็เลยประกาศไปว่า เนี่ยเกิดจากไม่ได้เรียงลำดับการคิด ....
 
ตัวแต่ ม.3 เป็นต้นมา ถือคติว่าพยายามคิดแบบขนาน จึงจะเป็นทางที่พอจะสู้กับคนอื่นได้ (กลับทางกับแนวคิดตามปกติ)
แต่ทว่าความคิดแบบขนานมันจะทำให้เกิดขยะเต็มไปหมด ....
 
ถ้ากูเป็นเป็นคิดแบบ อนุกรมเมื่อไร ... มันจะเกิดวิกฤติศรัทธรา อย่างหนังแน่ๆ .... เหอๆ
 
ข้างบนก็เป็นส่วนนึงที่หมักอารมณ์ความรู้สึกต่างๆทิ้งไว้ .... ท่าทางจะเริ่ม แปลงอนุกรมได้แล้วแหละ ... น่าจะพอรับความรู้สึกตัวเองไหวล่ะ ...
 
.................................................... ระบายสักนิด อยากจะ commitment ไว้หน่อย
 
December 10

ปรัชญา

วันนี้ สั้นๆ
Lemma
"ความฝันคือสิ่งที่ไม่เป็นทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต"
 
Such that.
"ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด" (ยืมเค้ามา)
 

CUD

Photo 1 of 47